เกษตรออนไลน์

ทุก ๆ เรื่องเกี่ยวกับการเกษตร

สารปรับปรุงดิน

สารปรับปรุงดิน คือ สารใดก็ตามที่ใส่ลงไปในดินแล้ว ทำให้สภาพทางเคมี ทางกายภาพและชีวภาพของดินเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งอาจมีธาตุอาหารพืชปะปนอยู่ในสารนั้นแต่วัตถุประสงค์ใช้สารปรับปรุงดิน จะไม่เน้นการเพิ่มเติมธาตุอาหารพืช สารปรับปรุงดินสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

สารปรับปรุงสภาพทางเคมีของดิน
สารปรับปรุงสภาพทางกายภาพของดิน
สารปรับปรุงดินในการรักษาความชื้น

สารปรับปรุงสภาพทางเคมีของดิน

สภาพทางเคมีของดิน ได้แก่ ความเป็นกรด – เป็นด่างของดิน และความเค็มของดิน ซึ่งถ้าอยู่ในสภาพ
ที่ไม่เหมาะสม พืชก็ไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นปกติได้ หรือ เจริญเติบโตไม่ถึงศักยภาพที่ควรจะเป็น สารที่ใช้ปรับปรุงสภาพทางเคมีของดิน ได้แก่
1.ปูน (Lime) เป็นสารประกอบคาร์บอเนตออกไซค์และไฮดรอไซค์ของแคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยม
เมื่อใส่ลงในดินก็จะทำปฏิกิริยาสะเทินความเป็นกรดของดินทำให้ระดับความเป็นกรด- เป็นด่างงของดินอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ปัญหาเกี่ยวกับธาตุอาหารพืชต่าง ๆ ที่เป็นพิษหรือขาดแคลนในสภาพที่ดินเป็นกรดก็จะหายไป ปูนเป็นสารประกอบที่มีราคาไม่แพง
- หินปูน (Lime tone) ส่วนประกอบที่สำคัญของปูน คือหินโดโลไมท์หรือแคลเซี่ยมคาร์บอเนต+
แมกนีเซี่ยมคาร์บอเนต
- หินโดโลไมท์ ประกอบด้วยแคลเซี่ยมคาร์บอเนต 54% และแมกนีเซี่ยมคาร์บอเนต 46 %
- ปูนมาร์ล (Marl) และดินสอพอง (Marly Limes tone) มีลักษณะและองค์ประกอบที่ใกล้เคียงกัน
คือเป็นตะกอนของแคลเซี่ยมคาร์บอเนตที่ค่อนข้างจะร่วนยังไม่จับตัวเป็นหินแข็ง เกิดเป็นชั้นอยู่ใต้ดิน โดยปูนมาร์ลจะมีแคลเซี่ยมคาร์บอเนตเป็นองค์ประกอบประมาณ 35-65 % ที่เหลือเป็นดินเหนียว ส่วนดินสอพองจะมีแคลเซี่ยมคาร์บอเนตประมาณ 80-97%
- ปูนขาวและเปลือกหอยเผา องค์ประกอบที่สำคัญของปูนขาวและเปลือกหอยคือ แคลเซี่ยม
ไอดรอกไซค์ได้มาจากการเผาหินปูนหรือเปลือกหอยจนสุกแล้วนำมาพรมด้วยน้ำ ปูนเผาจะทำปฏิกิริยากับน้ำได้ปูนขาวจะมีเนื้อยุ่ยเป็นผงแต่ก่อนที่จะนำออกจำหน่ายจะมีการบดและร่อน
2. ยิปซัม (Gypsume) เป็นสารปรับปรุงดินที่แนะนำให้ใช้แก้ปัญหาดินเค็ม โดยเฉพาะดินเค็มโซดิก
ซึ่งดินเค็มที่มโซเดียมอยู่มากจนเกิดเป็นพิษต่อพืชและดินชนิดนี้จะมีปฏิกิริยาเป็นด่างทำให้พืชอาจขาดธาอาหารเสริมบางชนิดได้ ยิปซัมเป็นแร่ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติมีแคลเซี่ยมซัลเฟตเป็นองค์ประกอบหลักไม่ต่ำกว่า 96 % เกิดจากการตกตะกอนของแคลเซี่ยมซัลเฟตซึ่งละลายอยู่ในน้ำทะเลและยังเป็นผลพลอยได้จากโรงงานผลิตปุ๋ยเคมีฟอสเฟต

สารปรับปรุงสภาพทางกายภาพของดิน
สภาพทางกายภาพของดิน ได้แก่ คุณสมบัติทางด้านความโปร่ง ความร่วนซุยหรือความแน่นทึบ
มีผลโดยตรงต่อการถ่ายเทอากาศและการอุ้มน้ำของดิน การปรับปรุงสภาพทางกายภาพของดิน มีหลายชนิด เช่น
1.การเกิดแผ่นแข็งบนผิวดิน (Crust)
การเกิดแผ่นแข็ง (crust) บนผิวหน้าดินเป็นปัญหาต่อการปลูกพืชที่พบมากบนพื้นที่แถบแห้งแล้ง
และกึ่งแห้งแล้ง มีผลกระทบต่อพืชโดยตรง คือ เป็นอุปสรรคต่อการงอกของเมล็ด และการแทงโผล่ของต้นกล้าออกมาพ้นผิวดิน
วัตถุประสงค์หลักของการใช้สารปรับปรุงดิน เพื่อลดปัญหาการเกิดแผ่นแข็งบนผิวหน้าดิน คือ
1. เพิ่มความเสถียรของก้อนดิน (soil aggregath) ให้มีความคงทนไม่แตกยุ่ยง่ายเมื่อโดนเม็ดฝน
หรือน้ำชลประทานที่เหนือดินตกกระแทก
2. ทำให้อนุภาคดินที่แขวนลอยในน้ำเกิดการฟุ้งกระจาย (dispersion) น้อยลงหรืออีกนัยหนึ่ง
ทำให้อนุภาคดินโดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุภาคดินเหนียวเกิดการซับกันเป็นกลุ่มมวลดิน (flocculation) ทำให้เมื่อแห้งลงไม่เกิดการฉาบเคลือบผิวดินเป็นกลุ่มมวลดิน หรืออุดรูอากาศในดินบริเวณผิวดิน
วิธีการป้องกันหรือลดปัญหาการเกิดแผ่นแข็งบนผิวหน้าดินทำได้หลายวิธี เช่น การพรวนดิน
การใช้วัสดุคลุมดินและการใช้สารปรับปรุงดินไม่ว่าจะเป็นอินทรียวัตถุ สามารถแก้ไขปัญหาการเกิดแผ่นแข็งบนผิวดินได้ผลดี ถ้าใช้ในปริมาณที่มากพอ แต่ข้อจำกัดก็คือปัญหาการจัดหาเพื่อให้ได้มาและค่าใช้จ่ายในการใส่ เนื่องจากการขนส่งและปริมาณการใช้ต้องใช้ปริมาณมาก ๆ สำหรับสารปรับปรุงดินอินทรียวัตถุที่สำคัญ ๆ มีดังนี้
1. สาร PAM มีชื่อการค้าว่า “syaram” เป็นสารประกอบอินทรีย์โพลิเมอร์ที่มีโมเลกุลของโมโนเมอร์
(monomer) ต่อกันเป็นเส้นขาว คุณสมบัติโดยทั่ว ๆ ไปเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีและมีความสามารถในการเชื่อมอนุภาคแร่ดินเหนียวเข้าด้วยกัน หรือทำให้อนุภาคแร่ดินเหนียวในเม็ดดินจับกันด้วยแางที่มีความเสถียรสูงสุดยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้เม็ดดิน (aggregates) มีความต้านทานต่อการกระแทกของฝนหรือน้ำชลประทานที่ตกลงมากระทบมากยิ่งขึ้น จาการศึกษาของ Shainburg และคณะ (1990) ในการแก้ปัญหาการเกิดแผ่นแข็งบนผิวดิน โดยการฉีดสารละลาย PAM ลงบนผิวดินที่จับกันเป็นแผ่นแข็งในอัตรา 3.2 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ผลดีมากขึ้นในการเพิ่มการแทรกซึมน้ำในดิน
2. ยิปซั่ม (Gysum) หรือฟอสโฟยิมซั่ม (Phosshopypsum) การใช้ยิมซั่มหรือฟอสโฟยิมซั่มช่วยปรับปรุง
สมบัติทางกายภาพบางประการของดินให้ดีขึ้น เช่น ทำให้ดินมีปัยหาจับกันเป็นแผ่นแข็งที่ผิวดินน้อยลง ดินมีการแทรกซึมน้ำดีขึ้น มีการไหลบ่าของน้ำน้อยลง และเกิดการสูญเสียน้อยลง จากการทดลองของ Gennett และคณะ (1964) โดยใส่ยิปซัมอัตรา 250 ปอนด์ต่อเอเคอร์ โดยโรคเป็นแถบกว้าง ๆ เหนือกลางเมล็ดที่ปลูกฝ้าย พบว่าเมล็ดฝ้ายสามารถงอกแทงโผล่ผิวดิน คิดเป็นร้อยละ 48.1 และไม่ใส่ยิปซัมเมล็ดฝ้ายสามารถงอกและแทงโผล่ผิวดินคิดเป็นร้อยละ 10.8 ส่วนดัชนีความแข็งของครัสท์ (ปอนด์) พบว่า ไม่ใส่ยิปซัมมีความแข็ง 3.72 ปอนด์ และเมื่อใส่ยิปซัมดัชนีมีความแข็งมีค่าเท่ากับ 1.70 ปอนด์
3. ไลม์-ซัลเฟอร์ (Lim-sulfer) หรือสารประกอบแคลเซียมไพลีซัลไฟด์ (CaS5) เมื่อใส่ลงไปในดิน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งดินโซดิก (sodic soils) ที่มีปูนแคลเซียมคาร์บอเนต จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในดินจนในที่สุดจะได้สารเคมีเหมือนกับการเปลี่ยนแปลงยิปซัมเมื่อใส่ลงไปในดิน กล่าวคือ ไลม-ซัลเฟอร์ มีบทบาททำให้ดินเกิดการจับกันเป็นแผ่นแข็งบนผิวดินน้อยลง เช่นเดียวกับยิปซัม อย่างไรก็ตามการใช้สารประกอบแคลเซียมไพลีซัลไฟด์อาจต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนรูปทางเคมีของตัวสารบ้างในระยะแรก ซึ่งก็ขึ้นกับสภาพแวดล้อมในดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบายอากาศในดิน ฯลฯ ประสิทธิภาพในเชิงพาณิชย์ของสารชนิดนี้เมื่อเปรียบเทียบกับยิปซัมจะแตกต่างกันอย่างไรหรือไม่ขึ้นอยู่กับ
1. ราคาของสาร
2. ปริมาณการใช้ที่ก่อให้เกิดผล
3. ประสิทธิภาพของสาร

2. ความแน่นทึบหรือการอัดตัวของดิน (Soil Compaction)
ความแน่นทึบหรือความอัดตัวของดิน เป็นสมบัติทางกายภาพของดินที่มีปัญหาต่อการผลิตพืช
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินอัดตัวกัน เชื่อมกัน และทำให้มีสภาพแน่นทึบเองตามธรรมชาติ เกิดจากปัจจัยดินต่าง ๆ เช่น ชนิดเนื้อดิน โครงสร้างของดิน องค์ประกอบทางเคมีของดิน ปฏิกริยาของดิน และสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ เช่น ฝน อุณหภูมิ ฯลฯ รวมทั้งการกระทำของมนุษย์ เช่น การเขตกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการใช้เครื่องจักรกลในการเตรียมดินอย่างไม่ถูกต้องเกินความพอดี
ความแน่นทึบ หรือการอัดตัวของดินมีผลกระทบต่อการผลิตพืชหลายประการ เช่น
การเจริญเติบโตและกิจกรรมของระบบราก การใช้ประโยชน์จากน้ำ อากาศและธาตุอาหารพืชในดิน ปัญหาการเกิดโรคโคนเน่าในพืชบางชนิด เนื่องจากดินมีสภาพการระบายอากาศและน้ำไม่ดีพอ
การแก้ไขปัญหาความแน่นทึบของดินอาจปฏิบัติได้ในหลาย ๆ แนวทาง เช่น
1. การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรบางชนิด เช่น ไถดินดาน (subsoiler)
ไถเจาะทำลายชั้นดินที่อัดแน่น(Compacted layer) คือชั้นดินดาน (hardpan)
2. การใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือสารอินทรีย์เพื่อปรับสภาพดินและส่งเสริมกิจกรรมของ
จุลินทรีย์ดินและสัตว์ในดิน เช่น ไส้เดือน ฯลฯ
3. การใช้สารปรับปรุงดินชนิดต่าง ๆ เช่น
1 ยิปซัม (gypsum) : การใช้ยิปซัมเป็นครั้งคราวหรืออย่างต่อเนื่องพบว่าช่วย
แก้ปัญหาการอัดแน่นหรือความแน่นทึบของชั้นดินใต้ผิวดินบนได้ไม่มากก็น้อย เพราะว่าการเคลื่อนที่ของยิปซัมที่ละลายในน้ำที่ซาบซึมลงไปในดินล่าง (Percolated water) จะซาบซึมลงได้ลึกกว่าดินที่ไม่ได้ใส่ยิปซัม เนื่องจากดินที่ใส่ยิปซัมมีปัญหาการเกิดครัสท์ที่ผิวดินน้อยกว่า มีผลทำให้รูดิน (Soil pore) ที่เกิดโดยบทบาทของรากพืชและจุลินทรีย์ดินมีความเสถียรภาพมากขึ้น
2. ไล-ซัลเฟอร์ (lims-sulfer) หรือสารประกอบแคลเซียมโพลีซัลไฟด์ บทบาทการแก้ปัญหา
การอัดตัว หรือความแน่นทึบของดินใต้ผิวดินเชื่อว่ามีกลไกเหมือนกับการใส่ยิปซัมลงไปในดิน ซึ่งผลการปรับปรุงดินในลักษณะดังกล่าวจะหด้ผลมากน้อยเพียงใดยังมิอาจยืนยัน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลผลการวิจัยมากเพียงพอที่จะสรุปให้เห็นเป็นรูปธรรมได้
3. สารประกอบทางเคมีในรูปแอมโมเนียมลอเร็ชซัลเฟต (Ammonium laurethsulfate
(ALS): เป็นสารจับผิวฤทธิ์อ่อนที่มีประจุลบ (slightly susfactant)สารชนิดนี้มีการผลิตออกมาใช้เป็นสารปรับปรุงดิน เพื่อแก้ปัญหาการอัดแน่นของดินและการเคลื่อนที่แทรกซึม (infiltratim) และซาบซึมลง (percolatim) ของน้ำในดินเป็นสำคัญมีชื่อการค้าว่า “เอกริ-เอสซี”
เอกริ-เอสซี ที่มีสารออกฤทธิ์ประกอบด้วยแอมโมเนียม ลอเร็ธซัลเฟต (ALS)
เป็นสารปรับปรุงดินในรูปเกลืออินทรีย์ (organic salt) ที่มีโมเลกุลใหญ่และมีสมบัติเป็นสารไม่มีขั้ว (non-polar) ที่ไม่ละลายน้ำ ดังนั้นจึงมีคุณสมบัติเป็นสารจับผิวอ่อนๆ ที่ไปช่วยลดแรงดึงผิวของน้ำเยื่อ (hygroscopic water) ที่ถูกดูดยึดไว้ที่เม็ดดินด้วยแรงสูงมากเมื่อใส่สารเอกริ-เอสซี ลงไปในดินประจุลบทางด้านที่มีขั้วลบ (ionic polar) ของอนุมูลซัลเฟตจะดึงโมเลกุลของน้ำที่ดูดอยู่ที่ผิวดินโดยการก่อปฏิกิริยาสัมพันธ์ (interaction) ทางเคมีกับไฮโดรเจนอะตอมน้ำโดยไฮโดรเจนบอนด์(hydrogen bond) ทำให้โมเลกุลของน้ำเยื่อบางส่วนโดยเริ่มจากชั้นนอกสุดถูกดึงออกไปจากผิวดิน แล้วไหลผ่านช่องว่างพร้อมๆกับ ALS ที่มีโมเลกุลใหญ่กว่าน้ำจึงไหลเบียดแทรกตัวลงระหว่างเม็ดดินแล้วค่อยๆดันเม็ดดินยึดติดกันแน่นให้ห่างออกทีละน้อย จนในที่สุดทำให้ดินที่เคยแน่นมีความแน่นน้อยลง
3. ความจุในการอุ้มน้ำของดิน (water lolding capacity of soil): ความจุในการอุ้มน้ำ
ของดินตามธรรมชาติขึ้นกับปริมาณอินทรีย์วัตถุในดิน ประเภทเนื้อดินและสมบัติการเคลื่อนที่ของน้ำในดินแต่ละชนิด สำหรับดินส่วนใหญ่ที่มีปริมาณอินทรีย์วัตถุสูงกว่าและมีเนื้อละเอียดกว่าจะอุ้มน้ำได้ดีกว่าดินที่มีปริมาณอินทรีย์วัตถุต่ำกว่าและมีเนื้อหยาบกว่า ความสามารถในการอุ้มน้ำของดินเป็นปัญหาที่พบทั่วไปในดินเนื้อหยาบ เช่นดินทรายนอกเหนือจากการใช้สารอินทรีย์ธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่างๆ ปรับปรุงคุณสมบัติการอุ้มน้ำของดินแล้วสารปรับปรุงบำรุงดินที่มีสมบัติช่วยเพิ่มความจุในการอุ้มน้ำของดินที่สำคัญบางชนิดได้แก่
1. สารโพลีเมอร์ (superabsorbent polymer): สารดูดน้ำชนิดนี้มีการผลิตออกมาใช้กัน
ในทางการค้าและเรียกชื่อแตกต่างกันไปมากกว่า 300 ชนิดทั่วโลก สารที่จัดได้ว่ามีสมบัติดูดน้ำได้สูง หรือที่จัดได้ว่าเป็นสาร”super-absorbent” ในทางปฏิบัติต้องเป็นสารของแข็งที่แห้ง และมีความสามารถดูดน้ำได้เองตามธรรมชาติประมาณ 20 เท่าของน้ำหนักสารเป็นอย่างน้อยเมื่อใส่สารดูดน้ำโพลีเมอร์ในรูปของแข็งที่แห้งลงในน้ำที่มีปริมาณมากเกินพอ สารดูดน้ำประเภทนี้จะไม่ละลายในน้ำ แต่จะดูดน้ำและพองตัวเต็มที่จนถึงจุดสมดุลที่จะให้ปริมาตรสูงสุด
สารโพลีเมอร์ ที่มีความสามารถในการดูดน้ำได้สูง คือดูดได้ระหว่าง 50-400 เท่าตัว
โดยน้ำหนัก โดยทั่วไปนิยมผลิตออกมาใช้ในทางการเกษตรในรูปครอสสิงค์โพลีเมอร์ครีลามีดส์(CPAM) ที่มีคุณสมบัติดูดน้ำเต็มที่ได้เร็วปานกลาง(ประมาณ 5-30 นาที) แต่น้ำที่ดูดไว้ส่วนใหญ่เป็นประโยชน์ต่อพืช การใช้สารโพลีเมอร์ดูดน้ำคลุกเคล้ากับดินที่มีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำจะช่วยเพิ่มความจุในการอุ้มน้ำของดินได้ในปริมาณมาก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำของพืชที่ปลูก โดยช่วยลดการสูญเสียของน้ำที่ซึมซับลง(percolation) และน้ำซับ (capillary water)ที่ซาบซีมน้ำ (capillary rise) มิให้เกิดการสูญเสียออกไปจากดิน
จากการทดรองของสุนทรี(2532) ได้ใช้สารอุ้มน้ำขนิดหนึ่ง คือ Potassium
Properoate Properamide Copolymers ผสมกับดินเหนียวปนทรายชุดกำแพงแสนและดินชุดกำแพงแสนที่ผสมขี้เป็ด ทราย และ แกลบ ในอัตรา 0,1,3 และ5 กรัมต่อปริมาตรดิน 1 ลิตร เมื่อใช้ในการเพาะกล้าผัก พบว่า เมื่อใช้อัตรา 5 กรัม ต่อดิน 1 ลิตร จะทำให้ดินสามารถดูดซับน้ำได้เพิ่มขึ้น 27 และ 38 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักสำหรับดินชุดกำแพงแสนและดินผสมชุดกำแพงแสน ตามลำดับ
2. แอนไอโอนิคโพลีอครีลามีดส์(PAM),ยิปซั่ม และไลม์-ซัลเฟอร์:มีผลต่อการลดปัญหา
การเกิดแผ่นแข็งบนผิวดิน (crust) ในทางอ้อมมีส่วนช่วยทำให้น้ำแทรกซึมลงดินได้มากขึ้นแทนที่จะสูญเสียไปโดยการไหล่บ่า ทำให้ดินมีดอกาสดูดน้ำไว้ได้มากขึ้น
3. แคลไซด์เคลย์ (calcined clay): เป็นผลิตภัณฑ์จากแร่ดินเหนียว (clay minerals)
ที่เตรียมไว้โดยการนำแร่ดินเหนียวเผาที่อุณหภูมิสูง (ประมาณ1,500-1,800๐ F ) แล้วทำให้แห้งซึ่งในการเผาด้วยความร้อนสูงในระดับนี้ น้ำในดินไม่ว่าจะเป็นน้ำที่ถูกดูดซับ (absorbed water) หรือน้ำที่อยู่ภายในระหว่างชั้นหน่วยผลึก (interlayer water) รวมทั้งน้ำที่เป็นโครงสร้างของหน่วยผลึก (structural oH water) จะสูญเสียไปทำให้เกิดการเปลี่ยนดครงสร้างของตัวแร่ให้อยู่ในรูปใหม่ซึ่งจะทำให้แร่ดินเหนียวที่นำมาเผาสูญเสียสมบัติการยืดหยุ่น (การพองตัว-หดตัว) สามารถนำมาใช้เป็นสารปรับปรุงดินได้เนื่องจากเม็ดสารมีความแข็งแกร่ง เสถียร มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวกและมีความพรุนสูงทำให้เป็นประโยชน์ต่อการเก็บกักน้ำและอากาศ
สารแคลไซด์เคลย์ สามารถดูดน้ำได้เต็มที่จำนวนหนึ่ง น้ำที่ดูดไว้ได้เต็มที่จำนวนหนึ่ง
น้ำที่ดูดไว้ได้ทั้งหมดนี้ สามารถเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ประมาณร้อยละ 20 การใช้สารแคลไซด์เคลย์เพื่อเพิ่มความจุในการดูดน้ำของดินควรใช้ดินทรายที่ไม่อุ้มน้ำ หรือดินที่มีปริมาณแร่ดินเหนียวต่ำแต่ไม่ควรใช้หรือใช้ให้น้อยลงกับดินที่มีปริมาณแร่ดินเหนียวสูงอยู่แล้ว สารแคลไซด์เคลย์ที่จะนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวควรมีความละเอียดในระดับที่ร้อยละ 75 ของสารมีขนาดเม็ดระหว่าง 30-40 เม็ช (mesh) สำหรับการใช้สารชนิดนี้พบว่าการใช้ผสมกับดินในปริมาณร้อยละ 10-20 โดยปริมาตรของดินให้ผลดีต่อการแตกรากของพืช เช่น หญ้าสนามหญ้า
4. ไอโซไลท์ (Isolite) เป็นสารเซรามิคที่เตรียมได้จากการเผาดินเขา เพื่อผลิตภัณฑ์เซรามิค
สารชนิดนี้เป็นสารที่มีลักษณะพรุนเนื่องจากตัวสารประกอบไปด้วยรูเล็ก ๆ มากมายที่สามารถะเก็บกักน้ำได้ โครงสร้างโดยทั่ว ๆ ไปมีลักษณะคล้ายรวงผึ้งที่มีการกระจัดกระจายมากมายในหลาย ๆ ทิศทางและอย่างต่อเนื่อง สมบัติที่สามารถใช้ปรับปรุงดินได้ก็คือช่วยเพิ่มความจุในการอุ้มน้ำของดินให้สูงขึ้น การใช้กับหญ้าสนามหญ้าโดยการผสมกับดินปลูกในอัตรา 1.5 หรือ 3.0 ปอนด์ต่อตารางฟุต พบว่าได้ผลดี
5. ซีโอไลท์ (Zeolite) : เป็นสารในรูปแร่อลูมิโนซิลิเกต (aluninosilicates)
ชนิดหนึ่งที่มีสมบัติดูดน้ำได้ดี ดังนั้นเมื่อนำไปใช้โดยใส่ลงไปในดนจึงช่วยทำให้ดินมีความสามารถอุ้มน้ำได้สูงขึ้น และทำให้พืชที่ปลูกสามารถใช้น้ำในดินได้ขึ้น นอกจากนั้นซีไอโลท์ยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่มีคุณค่าอีกหลายประการ เช่น มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวกสูงมากรวมทั้งความสามารถในการดูดซับโมเลกุลสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นสารที่ไม่มีพิษภัยหรือสารพิษต่างๆที่อาจก่อให้เกิดภาวะปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อม
6. เทอราคอตเต็ม (Terracottem): เป็นสารปรับปรุงดินที่มีลักษณะพิเศษ
แตกต่างไปจากสารปรับปรุงดินชนิดอื่นๆ คือองค์ประกอบของสารชนิดนี้ประกอบไปด้วยส่วนผสมแห้งแบบคลุกเคล้า (bulk blending) ของสารต่างๆ รวม 20 ชนิดที่ได้จากกลุ่มของสารประเภทต่างๆ รวม 6 ประเภท กลุ่มสารทั้ง 6 ประเภทที่เป็นองค์ประกอบของเทอราคอตเต็ม ประกอบด้วยสารโพลีเมอร์ดูดน้ำประมาณร้อยละ 40 ปุ๋ยเคมีที่ละลายน้ำง่ายและปุ๋ยประเภทปลดปล่อยช้าประมาณร้อยละ 10 สารตัวเร่งการเจริญเติบโตของพืช (growth stimulators) ชนิดต่างๆร้อยละ 0.25 และสารนำพาหรือสารตัวเติม (filler) ประมาณร้อยละ 50 วัตถุประสงค์หลักของการผลิตสารประเภทนี้ออกมาก็เพื่อใช้เป็นสารปรับปรุงดินทั้งในด้านกายภาพโดยการเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดินด้วยสารโพลีเมอร์ดูดน้ำ และในขณะเดียวกันก็ช่วยบำรุงดินและเร่งการเจริญเติบโตของพืชไปพร้อมๆกันโดยการใส่สารชนิดนี้เพียงครั้งเดียวก็จะได้ทั้งสารดูดน้ำ ปุ๋ยเคมีทั้งชนิดละลายเร็วและช้าและสารตัวเร่งการเจริญเติบโตของพืช

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Leave a Comment

หินแร่ภูเขาและประโยชน์ในการที่จะนำไปใช้ในการเกษตร ตอนที่ 2

 หินแร่ภูเขาและประโยชน์ในการที่จะนำไปใช้ในการเกษตร ตอนที่ 2  หินแร่ภูเขาและประโยชน์ในการที่จะนำไปใช้ในการเกษตร ตอนที่ 2  หินแร่ภูเขาและประโยชน์ในการที่จะนำไปใช้ในการเกษตร ตอนที่ 2

การใช้ประโยชน์ทางการเกษตรของสารดังกล่าวในกลุ่มนี้มีดังนี้.
1.ใช้ฉีดพ่นเพื่อทำให้พืชแข็งแรง ใช้ภูไมท์ผง, สเม็คไทต์, ไคลน็อพติโลไลท์ประมาณ 200-300 กรัมละลายในน้ำ 20 ลิตร กวนให้ละลายหมด ทิ้งไว้หนึ่งคืนแล้วกรองแยกตะกอนไปใส่ต้นไม้ เอาแต่น้ำมาฉีดพ่นพืชให้เปียกทั่วถึงทุกส่วน
หรือจะใช้ซิลิสิค แอซิด (ซึ่งเป็นซิลิคอน (H4Sio4) ที่สกัดออกมากจากกลุ่มของหินแร่ภูเขาไฟแล้วเพียวเรียบร้อยแล้ว) ประมาณ 5-10 กรัมละลายกับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้เปียกชุ่มโชกทุก 5 – 7 วัน ถ้าพบว่าพืชชนิดนั้น ๆ มีอาการแพ้และเกิดใบไหม้ก็ให้เปลี่ยนมาใช้ ภูไมท์, สเม็คไทต์และ ไคลน็อพติโลไลท์ 200-300 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรแทน
การทำดังนี้ทำให้ซิลิก้าในรูปที่ละลายน้ำได้ (หรือซิลิซิค แอซิด,หรือ โมโนซิลิค แอซิด,หรือโซลูเบิ้ล ซิลิก้า) ซึมเข้าในเซลล์พืชที่มีชีวิต แล้วตกผลึกเปลี่ยนรูปเป็นซิลิก้าและซิลิเกตที่ละลายน้ำไม่ได้ ทำให้เซลล์ผิวพืชโดยเฉพาะอย่างยิ่งผนังเซลล์แข็งแกร่ง จนเพลี้ย หนอน ไร รา เข้าทำอันตรายได้ยาก โดยเฉพาะหนอนวัยหนึ่ง วัยสอง ที่กัดกินแทะเล็มพืชแล้วฟันจะสึก หรอ จนกินพืชไม่ได้ เพลี้ยและไรจะใช้ปากแทงพืชไม่เข้า ส่วนราจะเจริญได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อพืชเจริญต่อไปคือมียอดและใบอ่อนหรือส่วนอื่นเจริญออกมาอีก ส่วนนี้จะขาดซิลิก้าที่ช่วยคุ้มครอง เพราะไม่มีการเคลื่อนย้ายซิลิก้าจากที่ฉีดพ่นไปคราวก่อน เนื่องจากแปรรูปไปแล้ว ถ้ายังใช้วิธีเดิมก็จะต้องฉีดพ่นทุกสัปดาห์ แม้จะเป็นผลดี แต่ก็สิ้นเปลืองแรงงานที่มาฉีดพ่นนี้ การใส่สารปลดปล่อยซิลิก้าลงทางดินจะประหยัดแรงงานได้มากกว่า ส่วนวิธีฉีดพ่นนั้นถือว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า. เนื่องจากพอฉีดพ่นเสร็จไม่กี่นาทีก็ป้องกันเพลี้ย หนอน ไร รา ได้ทันที แต่ป้องกันใบที่แตกใหม่ภายหลังไม่ได้.

2.ใช้หว่านลงดินก่อนปลูก เพื่อให้พืชที่จะปลูกบนดินได้รับซิลิก้าที่ละลายน้ำได้ทันทีตั้งแต่เริ่มดูด น้ำหรือเริ่มการเจริญ หรือเริ่มงอก ใช้ภูไมท์, สเม็คไทต์ หรือไคลน็อพติโลไลท์ หว่านลงผิวดินแล้วพรวนกลบ หรือจะหว่านลงในแปลงนาทำการลูบหรือคราดให้จมแล้วจึงหว่านเมล็ด หรือใส่รองก้นหลุม เคล้ากับดิน หินฟอสเฟต ปุ๋ยอินทรีย์ แล้วจึงปลูกพืชหรือหยอดเมล็ด.

3.ใส่หลังปลูก ใช้วิธีโรยเป็นแถวข้าง ๆ ต้น เช่นข้าวโพด หรือหว่านบริเวณใต้ทรงพุ่มต้นของพืช พืชผักต้นเล็กปลูกติดกันแน่นให้หว่านด้วยชนิดเม็ด เช่น ภูไมท์เม็ดหรือ สเม็คไทต์เม็ด หรือไคลน็อพติโลไลท์ชนิดเม็ดเป็นต้น.

4.ใช้คลุกผสมใส่ลงไปพร้อมกับปุ๋ย โดยใช้ปุ๋ยเคมี 5 ส่วนพรมน้ำพอชื้น แล้วเอาภูไมท์ผง, สเม็คไทต์ผง 1 ส่วน คลุกผสมให้ผงติดเม็ดปุ๋ยทุกเม็ด จะช่วยทำให้ปุ๋ยกลายเป็นปุ๋ยละลายช้า. ถ้าใส่ปุ๋ยด้วยเครื่องหยอดปุ๋ยให้ใช้ ภูไมท์เม็ด, สเม็คไทต์เม็ด หรือไคลน็อพติโลไลท์เม็ดคลุกผสมปุ๋ยแล้วใส่ในเครื่องหยอด ซึ่งจะหยอดไปพร้อมกับปุ๋ย ใช้ 1 ส่วนต่อปุ๋ย 5 ส่วน

5. กลไกทำให้พืชแข็งแกร่ง ภูไมท์, สเม็คไทต์, และไคลน็อพติโลไลท์ เมื่อลงดิน เปียกน้ำจะปลดปล่อยซิลิก้าที่ละลายน้ำได้ออกมา ถูกพืชดูดไปพร้อมกับน้ำ น้ำระเหยออกทางเซลล์ผิวแต่ซิลิก้าไม่ระเหย สะสมมากขึ้นทุกทีจนตกผลึกเป็นโอปอล,ควอร์ทซ์ อยู่ตามผนังเซลล์, และผิวเซล์ แม้จะเป็นอนุภาคเล็กมากจนจะเห็นได้จากกล้องจุลทรรศน์อีเล็กตรอน, แต่ก็นับว่าเพียงพอที่จะทำให้ปากเพลี้ย และไร เจาะผิวพืชไม่สะดวก, หนอนวัยหนึ่งกัดพืชแล้วฟันจะสึกจนกัดพืชไม่ได้ ไส้เดือนฝอยเข้าพืชไม่ได้ ราเจริญไม่สะดวก. การดูดน้ำขึ้นทางรากอย่างต่อเนื่อง ทำให้ใบอ่อนมีการสะสมซิลิกาที่ผิวได้อย่างรวดเร็ว.

6.ลดการสูญเสียปุ๋ย ปรกติปุ๋ยเคมีที่ขายในไทยถูกกำหนดให้ละลายทันทีทั้ง 100 % ดังนั้นถ้าฝนตกมาก รดน้ำมาก ปุ๋ยละลายออกมาหมด เมื่อน้ำไหลไปที่อื่นก็พาปุ๋ยไปด้วย ประมาณว่าปุ๋ยอาจถูกชะพาไปถึง 90 % พืชได้ใช้จริง ๆ เพียง 10 % แต่เมื่อใส่สารกลุ่มนี้ลงไป สารจะมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวก (แค็ทไออ้อนเอ๊กซ์เช้นจ์คาพาซิตี้ C.E.C.) ที่สูงมาก จะจับปุ๋ยประจุบวกไว้ทั้งแอมโมเนียม และโปแตสเซียมให้กลายเป็นปุ๋ยละลายช้า จึงทำให้ใช้ประโยชน์จากปุ๋ยได้ถึง 90% และถูกชะพาไปกับน้ำสูญเปล่าเพียง 10 %

7.ทำลายสารพิษในดินและในน้ำ สารพิษตกค้างที่มีผลในการลดการเจริญของพืชมักเป็นสารกำจัดวัชพืช เมื่อใส่ภูไมท์หรือสารในกลุ่มหินแร่ภูเขาไฟนี้แล้วสารพิษจะถูกทำลายหรือถูก จับตรึงจนออกฤทธิ์ไม่ได้ แม้สารชะลอการเติบโตชองพืช เช่น สารพาโคลบิวทราโซลที่ตกค้างในดินก็ถูกทำลายเช่นกันจึงทำให้พืชโตดีเป็นปรกติ

8. ช่วยปรับ C:N ratio ให้พืช ดินที่มีไนโตรเจนตกค้างมาก ละลายน้ำง่าย พืชดูดง่าย ทำให้เจริญทางใบมาก หรือเผือใบ เป็นโรคง่าย ออกดอกยาก ผลแก่ช้า รสฝาด หรืออมเปรี้ยว ถ้าหว่านภูไมท์หรือไคลน็อพติโลไลท์หรือสารในกลุ่มนี้จะจับไนโตรเจนไว้กลาย เป็นปุ๋ยละลายช้า พืชดูดไนโตรเจนได้น้อยลง ทำให้ซีเอ็น เรโช กว้างขึ้น พืชมีสัดส่วนคาร์โบฮัยเดรทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ออกดอกง่ายและผลผลิตคุณภาพดีขึ้นลดอาการเผือใบได้มาก

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

Tags: , , , , , , , , , , , , , ,

Leave a Comment

หินแร่ภูเขาและประโยชน์ในการที่จะนำไปใช้ในการเกษตร ( 1 )

 หินแร่ภูเขาและประโยชน์ในการที่จะนำไปใช้ในการเกษตร ( 1 )  หินแร่ภูเขาและประโยชน์ในการที่จะนำไปใช้ในการเกษตร ( 1 )  หินแร่ภูเขาและประโยชน์ในการที่จะนำไปใช้ในการเกษตร ( 1 )

หินแร่ภูเขาไฟ หรือ ชื่อในทางภาษาวิชาการเรียกกันว่า ซีโอไลท์ (Zeolite) คือกลุ่มของหินเดือด, หินที่ผ่านความร้อนเป็นล้าน ๆ องศา หินลาวา หินที่ผ่านความร้อนจนสุกและพองขยายตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มิใช่หินดิบที่ระเบิดออกมาจากภูเขาแล้วนำมาบดขายกัน ซึ่งหินดังกล่าวนี้ส่วนมากแล้วจะเป็นกลุ่มของหินปูนบดเสียมากกว่า แต่ก็มักจะกล่าวอ้างกันว่าเป็นซีโอไลท์ เช่น ซีโอไลท์เนื้อเบา (Diatomite)บ้าง ซีโอไลท์เนื้อหนัก (Kaolinite) บ้าง เพราะชื่อนี้ทำให้ซื้อง่ายขายคล่องนั่นเอง

ดังนั้นเกษตรกรควรต้อง ระวังให้ดี มิฉะนั้นก็จะได้หินดิบหรือซีโอไลท์ปลอม ทำให้นำไปใช้ประโยชน์ในการเกษตรไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ เพราะกลุ่มของหินปูนบด และหินดิบเหล่านี้ไม่มีความสามารถในการจับหรือแลกเปลี่ยนประจุบวกได้ (C.E.C.) เพราะไม่มีความโปร่งพรุน ทำให้ไม่สามารถที่จะจับตรึงปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกให้เป็นปุ๋ยละลายช้า ได้ (Slow release Fertilizer) และยังมีซิลิก้า, ซิลิคอน, หรือซิลิสิค แอซิด ที่ละลายน้ำได้ในปริมาณที่น้อยมาก ๆ จึงไม่เพียงพอที่จะนำไปเป็นประโยชน์ต่อพืช

ดิน หิน ทราย แกลบดิบ เมื่อยังไม่ผ่านความร้อนก็ไม่มีความโปร่งพรุน ขยายและพองตัว ดังนั้นเมื่อพืชเจอกับซีโอไลท์ปลอมหรือหินปูนบด ซึ่งมิใช่หินลาวาหรือหินภูเขาไฟ จึงทำให้พืชไม่สามารถที่จะดูดกินได้ เพราะซิลิก้านั้นเขาเป็นซิลิก้าที่อยู่ในรูปของโครงสร้างเคมี Sio2 เป็นซิลิก้าที่ไม่ละลายน้ำหรือละลายได้ก็น้อยมาก พืชจึงไม่มีความสามารถที่จะดูดกินซิลิก้าขึ้นไปสะสมได้อย่างเพียงพอจนสามารถ ทำให้เซลล์ของพืชนั้นแข็งแกร่ง ต้านทานโรคและแมลงได้

ถ้าเป็นหิน แร่ภูเขาไฟ หินลาวา ซีโอไลท์ หรือหินเดือด (หินเดือดเราเรียกว่า ซีโอไลท์ ซึ่งเป็นภาษากรีกโบราณ ซีโอ = เดือด, lite มาจากคำว่า lithose = หิน) หินในกลุ่มนี้เขาจะผ่านความร้อนเป็นล้าน ๆ องศา อุณหภูมิใต้พื้นผิวโลกที่สูงและร้อนจัดทำให้หินหลอมเหลวเป็นตมเดือดพล่าน เกิดพลังงาน แรงกด แรงอัด แรงบีบ และแรงดันอย่างมหาศาลทำให้มีความสามารถที่จะผลักดันขึ้นสู่พื้นผิวของเปลือก โลกในโซนหรือแอเรียที่บางเบาหรือตะเข็บรอยร้าว จนทะลักหลั่งไหลออกมาแล้วเราเรียกกันว่า ภูเขาไฟ ซึ่งรูปแบบการระเบิดมีทั้งแบบที่เหมือนกับที่ภูเขาไฟเขากระโดงที่จังหวัด บุรีรัมย์, หรือรูปแบบที่เป็นลาวาเหลวไหลออกมา เหมือนกับเทือกเขาฝาละมี, เขาพนมฉัตร ที่จังหวัดลพบุรี (เมื่อ 22 ล้านปีก่อน) หินที่หลอมเหลวหรือแม็กม่าเมื่อโผล่พ้นจากใต้พื้นภิภพมาสู่ชั้นบรรยากาศที่ เบาบางกว่าเพียงหนึ่งชั้นบรรยากาศ จึงทำให้เกิดการพองตัวอย่างฉับพลัน ทำให้มีหินเดือด, หินเบาที่มีโครงสร้างภายในเป็นอลูมิโนซิลิเกตที่มีความโป่งพรุนจากการระเหิด หายไปของน้ำและก๊าซต่าง ๆ ขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงความดันลงฉับพลันและอุณหภูมิเย็นลงทันที. รูพรุนเหล่านี้ให้กำเนิดพื้นที่ผิวมากมายมหาศาลต่อหน่วยเล็ก ๆ ของหินเดือด มีความโปร่งพรุนสูงและมีแร่ธาตุที่ละลายน้ำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซิลิก้าที่มีโครงสร้างเคมีอยู่ในรูปของ H4sio4 จึงเป็นประโยชน์ที่สำคัญอย่างยิ่งกับพืช

พื้นที่แต่ละแห่งบนพื้นผิว โลกที่ได้กำเนิดเกิดขึ้นเป็น ภูเขาไฟ จะมีความแตกต่างทางด้านหินและแร่ธาตุอย่างมากมาย ทำให้มีหินแร่ภูเขาไฟในโลกนี้เท่าที่นักธรณีวิทยาเขาได้ทำการสำรวจและศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลจนเป็นที่ประจักษ์แล้วก็มีอยู่ประมาณ 52 ชนิด ส่วนในประเทศไทยที่นำมาใช้และเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางใน ด้านการเกษตรโดยอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ ก็มีอยู่สามหรือสีชนิด เช่น ภูไมท์ สเม็คไทต์ ม้อนโมริโลไนท์ และไคลน็อพติโลไลท์ ซึ่งแต่ละชนิดก็มีประโยชน์และคุณสมบัติแตกต่างกันไป

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

Tags: , , , , , , ,

Leave a Comment

The use of polyacrylamide-aluminosilicate composites for thorium adsorption

Publication year: 2010 Source: Applied Clay Science, In Press, Accepted Manuscript, Available online 24 November 2010 Demet, Baybaş , Ulvi, Ulusoy The adsorption of Th4+ ions was studied on composites of polyacrylamide (PAAm) with montmorillonite (Mt), clinoptilolite (Z) and zeolite Y (ZY), and after phytic acid (Phy) modification.The monolayer adsorption capacity was 0.33 and 0.65molkg-1 for PAAm-Mt and PAAm-Mt-Phy, 0.07, 0.21 and 0.60molkg-1 for Z, PAAm-Z and PAAm-Z-Phy, and 0.74, 0.89 and 1.18molkg-1 for ZY, PAAm-ZY and PAAm-ZY-Phy.

See the original post:
The use of polyacrylamide-aluminosilicate composites for thorium adsorption

Tags: , , , , , , , , , , ,

Leave a Comment

Structural analysis of zeolite NaA synthesized by a cost-effective hydrothermal method using kaolin and its use as water softener

Publication year: 2010 Source: Journal of Colloid and Interface Science, In Press, Accepted Manuscript, Available online 14 November 2010 A.R., Loiola , J.C.R.A, Andrade , J.M., Sasaki , L.R.D., da Silva Zeolite 4A (LTA) has been successfully synthesized by hydrothermal route, where kaolin was used as silica and alumina source. The synthesized zeolite was characterized by X-ray diffraction (XRD), scanning electron microscopy (SEM), laser granulometry and FTIR spectroscopy. XRD data from Rietveld refinement method confirmed only one crystallographic phase

Go here to read the rest:
Structural analysis of zeolite NaA synthesized by a cost-effective hydrothermal method using kaolin and its use as water softener

Tags: , , , , , , , , , , , , , ,

Leave a Comment

  





เว็บไซต์เพื่อนบ้าน ทั้งหมด



ยินดีต้อนรับเพื่อนบ้าน

<a href="http://kasetonline.com/" target="_blank" ><img alt="All About Agriculture" src="http://kasetonline.com/images/banner88x31-kasetonline.gif" border="0" width="88" height="31"></a>

นำ code ของเราไปวาง
และส่ง code มาให้เราที่
webmaster@kasetonline.com

ถ้าสะดวกแลก banner ที่หน้าแรก
เรายินดีติดที่หน้าแรกเช่นกันครับ
ฟรี !!! ไม่เสียเงินครับ


• Thai Airline
    • Phuket Airline
    • Rc Hlicopter for sale
    • How to Control Helicopter
    • Cheapest Rc Hlicopter
    • Thailand Trends
    • Airline Jobs/career
    • Thai Movies
    • Study Abroad
    • Thailand Amulets
    • Thai Food
    • Thailand Photo
    • Thailand Travel
    • Agricultural in Thailand
    • All Seminar in Thialand
    • Hotels/Resorts News
    • Thailand Situation Updated
    • Thailand Real Estate
    • Thailand Network
    • Thailand Trees
Thailand Information
    • 7 Romantic Places In Bangkok
    • Accomodation
    • Activities
    • Candle Festival parade
    • Communication
    • DINNING
    • Entertainment
    • King of Thailand
    • MAP OF THAILAND
    • POLITIC
    • Real Time flight Schedules
    • Regions of Thailand
    • Retirement Visa in Thailand | Finance
    • Shopping
    • Special Interest
    • Sports
    • Thai Culture
    • THAI SOCIAL STRUCTURE
    • Thailand In Brief
    • Thailand’s Rainy Season
    • Transportation
    • Useful Information
    • Visas & Regulations
    • WEATHER
Markets & Money

    • credit card
    • Exchange Rate
Event & Festival
    • Buffalo Village in Thailand
    • Candle Festival parade
    • Dok Krachiao Blooming Festival
    • Flowers monks Festival.
    • Hua Hin Jazz Festival
    • Hua Hin Thailand | Thailand Travel Guide
    • Krabi Rock&Fire International Contest
    • LA F�TE 2010
    • Lee Pe Island Ship Buoying Festival
    • Mercedes Trophy Junior Golf Master Final
    • Phuket Music Festival
    • The Candle Festival
    • The Royal Ploughing Ceremony
    • Vesak 2010 (Visakha Bucha Day)
    • Yasothon Bun Bangfai Rocket Festival
Business In Thailand
    • Economic
    • Export
    • Important Contact
    • Regulations
    • Start Business in Thailand
    • Taxation
Thailand History
    • Ancient Civilizations
    • Ayutthaya
    • Classical Era
    • Democracy
    • End of Absolute Monarchy&Military rule
    • Initial states of Thailand
    • King of Thailand
    • Sukhothai and Lanna
    • Thonburi and Bangkok period
Other
    • Advertise
    • Events
    • Flight Reservation
    • Job
    • Link Exchange
    • Shopping
    • Weather
    • World Time
Travel Review
    • Ancient City
    • Buffalo Village in Thailand
    • Flowers monks Festival.
    • One Day Trip
    • The Erawan Museum

Facebook

Get the Facebook Likebox Slider Pro for WordPress