เกษตรออนไลน์

ทุก ๆ เรื่องเกี่ยวกับการเกษตร

Screening of three sweet potato (Ipomoea batatas L.) cultivars for resistance to different virulence groups of root-knot nematodes (Meloidogyne spp.)…

Publication year: 2010 Source: Crop Protection, In Press, Corrected Proof, Available online 16 November 2010 Ana, Piedra-Buena , José A., López-Pérez , Miguel Á., Díez-Rojo , Lee, Robertson , Iván, Castro-Lizazo , … The susceptibility of three sweet potato cultivars (Ipomoea batatas L.) C4, TIS 3290 and TIS 9162 was evaluated against 156 isolates of Meloidogyne spp.

See the original post:
Screening of three sweet potato (Ipomoea batatas L.) cultivars for resistance to different virulence groups of root-knot nematodes (Meloidogyne spp.)…

Tags: , , , , , , , , , , , , ,

Leave a Comment

ตะกู

ต้นตะกู

3b ตะกู

4 ตะกู  5 ตะกู
มุมมองมีหลาย ๆ ด้าน เพราะฉะนั้นยัง 50/50
เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้หวังผล 100% แต่อย่างน้อย ก็คือไม้ที่สามารถทำประโยชน์ได้ครับ
ผมเชื่อมั่น เพราะถ้าขายไม่ได้ จะเอามาทำเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน และนำมาใช้ประโยชน์ส่วนอื่น ๆ โดยไม่ต้องซื้อได้เลย

1 ตะกู  2 ตะกู

เอกสารจากกรมป่าไม้ครับ
[ทศพร วัชรากูร สุขสันต์ สายวา]

คำนำ
ไม้ตะกูมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Anthocephalus chinensis Rich. Ex Walp. อยู่ในวงศ์ Rubiaceae มีชื่อสามัญเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นว่าไม้กระทุ่มหรือกระทุ่มบก (ภาคกลางและภาคเหนือ) ตะโก ใหญ่ หรือตะโกส้ม (ภาคตะวันออก) และตุ้มขี้หมู (ภาคใต้) ไม้ตะกูเป็นไม้เบิกนำที่เจริญเติบโตได้เร็วมาก
ชนิดหนึ่งขึ้นอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนในพื้นที่ป่าที่ถูกแผ้วถางแล้วปล่อยทิ้งไว้เป็นไร่ร้าง เป็นไม้ที่มีวัยตัดฟันสั้น สามารถขึ้นได้ในสิ่งแวดล้อมหลายสภาพแตกหน่อได้ดี มีปัญหาเกี่ยวกับโรคและแมลงทำลายน้อย เนื้อไม้สามารถนำไปใช้เป็นไม้แปรรูปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมทำเยื่อกระดาษ ไม้บาง ไม้อัด ไฟเบอร์บอร์ด พาร์ ทิเคิลบอร์ด และใช้ในโรงงานทำไม้ขีดไฟได้ดี

ลักษณะทั่วไป
ตะกูเป็นพรรณไม้ขนาดใหญ่ขึ้นในป่าดงดิบชื้น ป่าดิบแล้งหรือตามริมน้ำท่ามกลางป่าผลัดใบ เรือนยอดมีลักษณะเป็นพุ่มกลม กิ่งตั้งฉากกับลำต้น เปลือกสีเทาปนน้ำตาลค่อนข้างเรียบเนื้อไม้มีสีเหลืองอ่อน ใบเป็นแบบใบเดี่ยวรูปไข่ ออกเป็นคู่ ๆ ตรงข้ามกัน ใบมีขนาดใหญ่ประมาณ 5-12 x10-24 เซนติเมตร ปลายใบ มนหรือเป็นติ่งแหลมโคนใบป้าน เนื้อใบค่อนข้างหนาหลังใยมีขนสาก ๆ และมีสีเข้มกว่าท้องใบ ท้องใบมีขนนุ่ม
และจะหลุดร่วงไปเมื่อใบแก่ เส้นแขนงใบมี 7-14 คู่ เห็นได้ชัดทั้ง 2 ด้านดอกมีขนาดเล็กติดกันแน่นอยู่บนช่อ ดอกแบบ head สีขาวปนเหลืองหรือส้ม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกเป็นช่อกลมเดี่ยวหรือเป็นกระจุกไม่เกิน 2 ช่อ อยู่ ตามปลายกิ่ง ผลเป็นแบบผลเดี่ยวโดยเรียงกันแน่นเป็นก้อนกลมอยู่บนช่อดอก ซึ่งเรียกผลแบบนี้ว่า fruiting head มีขนาดความโตวัดผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.4-6 เซนติเมตร ต้นตะกูที่โตเต็มที่แล้วจะออกในช่วงระหว่างเดือน มิถุนายน – กันยายน หลังจากนั้นผลจะแก่ในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม ตะกูผลหนึ่ง ๆ จะมีเมล็ดขนาดเล็กเป็น จำนวนมากบรรจุอยู่ภายในเมล็ด ยาวประมาณ 0.66 มิลลิเมตร กว้างประมาณ 0.44 มิลลิเมตร เมล็ดแห้งหนัก 1 กิโลกรัม มีจำนวนเมล็ดประมาณ 18 -26 ล้านเมล็ด

การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ
ตะกูพบในประเทศอินเดีย เนปาล พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯลฯ ไม้ชนิดนี้เป็นไม้ที่เชื่อ ว่ามีขอบเขตการกระจายพันธุ์กว้างชนิดหนึ่ง โดยกระจายพันธุ์จากเนปาลและอัสสัมมาทางทิศตะวันออกจนถึง แถบอินโดจีน และกระจายพันธุ์ลงไปทางใต้แถบมาเลเซีย อินโดนีเซีย จนกระทั่งถึงหมู่เกาะนิวกินี ในประเทศไทยตระกูลมีการกระจายพันธุ์อยู่แทบภาคของประเทศ โดยพบที่เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี เลย เพชรบูรณ์ นครราชสีมา ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี ตรัง สตูล และภูเก็ต โดยมักพบตันตะกูขึ้นเป็นกลุ่มล้วน ๆ ในป่าดั้งเดิมที่ถูกแผ้วถางแล้วปล่อยทิ้งร้างไว้ หรือสองข้างทางรถยนต์ที่ตัดผ่านป่าที่ค่อนข้างชุ่มชื้น เช่น ป่าดงดิบชื้น ป่าดิบแล้ง เป็นต้น

ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
ตะกูจะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในที่ดินลึกและมีความชุ่มชื้นสูง เช่น บนดินตะกอนริมฝั่งแม่น้ำ และขึ้นได้ตั้งแต่ที่ราบริมทะเลไปจนถึงระดับความสูง 1,000 เมตร ปริมาณน้ำฝนรายปี 1,000 – 5,000 มิลลิเมตร

การขยายพันธุ์และการเตรียมกล้า
ตะกูสามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศ (โดยใช้เมล็ด) และไม่อาศัยเพศทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ วัตถุประสงค์ในการขยายพันธุ์

1. การขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด
เนื่องจากช่อผล (fruiting head) หนึ่ง ๆ ของตะกูจะให้เมล็ดจำนวนมาก โดยประมาณกันว่าใน 1 ช่อผล (ซึ่งมีประมาณ 110 ผล) จะให้เมล็ดถึง 89,500 เมล็ด ดังนั้นการขยายพันธุ์เพื่อการปลูกสร้างสวนป่าจึงนิยมใช้เมล็ดเพื่อการขยายพันธุ์เพราะสามารถเตรียมกล้าไม้ได้เป็นจำนวน
มากและง่ายในการดูแลรักษา

การเก็บผลตะกู ผลตะกูเมื่อแก่เต็มที่จะมีสีเหลืองเข้ม วิธีการเก็บผลกระทำได้โดยการปีนขึ้นไปเก็บบนต้นไม้หรือใช้ไม้สอย ผลที่แก่เต็มที่เมื่อสอยลงมาจากต้นและนำไปเพาะจะมีอัตราการงอกดีกว่าเมล็ดที่ได้จากผลที่หล่นลงมาเอง เนื่องจากเมล็ดที่หล่นลงมาเองจะเน่าก้อนนำไปเพาะเป็นจำนวนมากสำหรับการแยกเมล็ดออกจากผลนั้นกระทำโยการผ่านเอาเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณผิวของช่อผลออก แล้วขยี้แยกผลและเมล็ดออกจากแกนช่อผลก่อนไปผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำไปคลุกยาฆ่าเชื้อรา เพื่อนำไปเก็บไว้ในภาชนะหรือขวดที่มีฝาปิด
การเพาะเมล็ดตะกู ควรจะกระทำในระหว่างเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม เพราะระยะเวลาดังกล่าวจะทำสะดวกและได้ผลดี เนื่องจากหมดหน้าฝนและอากาศไม่ร้อนจนเกินไปและอีกอย่างหนึ่งกว่าจะย้ายลงถุงชำได้ก็ต้องหลังจากงอกแล้วประมาณ 3 เดือน กล้าไม้จะต้องอยู่ในถึงชำอีกอย่างน้อย 4 เดือน ซึ่งจะมีความสูงประมาณ 25 -30 เซนติเมตร ขนาดดังกล่าวนับว่าเหมาะสมที่จะใช้ปลูกได้พอดีในเดือนมิถุนายน ถึงเดือน สิงหาคม แปลงเพาะเมล็ดควรจะให้ร่มเงาบ้าง ทั้งนี้เนื่องจากเมล็ดใหม่จะงอกได้ดีถ้าหากมีร่มเงาประมาณ 50 % แต่เมล็ดเก่าจะงอกได้ดีในที่โล่งแจ้ง ขนาดแปลงควรจะกว้าง 1 เมตร สำหรับความยาวนั้นแล้วแต่ความเหมาะสม ความกว้างขนาดดังกล่าวทำให้การปฏิบัติงานในแปลงเพาะเป็นไปอย่างสะดวกและง่ายต่อการคำนวณเนื้อที่ที่จะใช้หว่านเมล็ดลงไป ขอบแปลงก่อด้วยอิฐมอญหรืออิฐบล็อกซึ่งจะทำให้แข็งแรงและทนทานสะดวกต่อการเตรียมดินเหมาะสำหรับเพาะและการดูแลรักษากล้าไม้ลักษณะของก้นแปลงควรจะเป็นแบบเปิดหรือไม่มีก้น ทั้งนี้เพื่อให้น้ำฝนหรือน้ำที่รดที่มีจำนวนมากเกินพอซึมลงไปในดินได้สะดวก แต่ละแปลงควรที่จะ
มีฝาครอบแปลง ซึ่งด้านบนบุด้วยลวดตาข่ายสำหรับป้องกันสัตว์หรือแมลงที่ชอบกินหรือชอบทำความเสียหายแก่เมล็ดและกล้าไม้ ส่วนมากจะใช้ฝาครอบนี้เฉพาะเวลากลางคืนสำหรับกลางวันจะเปิดให้ได้รับแสงเต็มที่ เพื่อช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น ดินสำหรับเพาะเมล็ดควรจะเป็นดินร่วนปนทรายที่มีระบายน้ำได้ดี สำหรับดินในกรณีอื่นควรจะผสมทรายลงไปด้วยประมาณ 50 % ดินที่จะใช้ควรทุบให้ละเอียดโดยแยกเอาเศษไม้ หินและกรวดออกเสียก่อน แล้วค่อยนำไปใส่ลงในแปลงเพาะโดยใส่ให้เต็มเสมอกับขอบแปลง เสร็จแล้วใช้ไม้เหลี่ยมตบแต่งหน้าดินโดยเกลี่ยให้เสมอกับขอบแปลงทุกด้าน ก่อนหว่านเมล็ดลงไปในแปลงเพาะให้รดน้ำดินเสียก่อนแล้วทิ้งไว้สักระยะหนึ่งเพื่อให้ดินเกาะตัวแล้วจึงค่อยหว่านเมล็ดลงไป เนื่องจากเมล็ดตะกูมีขนาดเล็กมาก (เฉลี่ย
แล้วเมล็ดหนึ่งจะยาบประมาณ 0.66 มม.) และมีกากซึ่งเป็นส่วนของผลปนอยู่ด้วย ซึ่งสามารถจะมองเห็นความแตกต่างด้วยตาเปล่าได้ เพื่อจะกะจำนวนเมล็ดให้ได้พอเหมาะกับขนาดของพื้นที่ที่เราจะทำการหว่าน ควรทดลองหว่านเมล็ดลงในกระดาษกราฟเพื่อเป็นการซ้อมมือในพื้นที่ 1 ตารางเมตรเสียก่อน โดยให้มีระยะถี่ห่างพอสมควร เสร็จแล้วนำเมล็ดที่หว่านลงไปทั้งหมดนั้นมาชั่งดูอีกที ด้วยวิธีดังกล่าวเราก็อาจทราบได้โดยประมาณว่าควรที่จะใช้เมล็ดต่อเนื้อที่สักเท่าใด การหว่านเมล็ดตะกูนี้เพื่อความสะดวกและรวดเร็วควรใช้วิธีหว่านเมล็ดโดยใช้มือหว่านแบบกระจัดกระจาย (broadcast sowing) โดยให้มีระยะสม่ำเสมอคลุมพื้นที่โดยตลอดและคอยระวังอย่าให้เมล็ดซ้อนกัน เมื่อหว่านเมล็ดแล้วใช้ไม้เหลี่ยมที่เกลี่ยดินกดทับเมล็ดให้ฝังลงไปในดิน โดยให้ส่วน
บนสุดของเมล็ดเสมอกับผิวดิน ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เมล็ดซ้อนกันหรือรวมกันเป็นกลุ่มในเวลาที่เรารดน้ำจากนั้นใช้ทรายโรยกลบลงไปบนเมล็ดบาง ๆ อีกทีหนึ่ง เพื่อทรายดังกล่าวจะช่วยให้น้ำที่เรารดซึมลงไปในแปลงได้สะดวก และช่วยไม่ให้น้ำขังบนหน้าแปลงอีกด้วยในขณะที่เมล็ดยังไม่งอกควรรดนํ้าทั้งเช้าและเย็น เพื่อให้ดินในแปลงชื้นอยู่เสมอโดยใช้บัวรดน้ำชนิดที่หัวเป็นฝอยละเอียดเพื่อลดแรงกระแทกของน้ำ น้ำที่ใช้รดกล้าจะให้ดีควรผสมยาฆ่าเชื้อราลงไปด้วย โดยทั่วไปเมล็ดจะงอกหลังจากการเพาะไปแล้วประมาณ 10 – 14 วัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมล็ดและสภาพของดินฟ้าอากาศ จากการทดลองพบว่าหากเก็บเมล็ดในสภาพชื้นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส นาน 1 – 2 สัปดาห์ จะทำให้เมล็ดตะกูมีอัตราการงอกดีขึ้นและหลังจากเมล็ดงอกแล้วควรจะลดการให้น้ำลง จนเห็นว่าดินในแปลงนั้นแห้งจริง ๆ จึงค่อยรดน้ำเท่าที่จำเป็นซึ่งอาจเป็นวันละครั้งในตอนเย็นหรือวันเว้นวัน เพื่อป้องกันมิให้กล้าไม้เกิดโรค
เน่าคอดินได้
การย้ายชำกล้าไม้ตะกู ควรใช้ถุงพลาสติกขนาด 4” x 6” หนา 0.10 มม. ถุงพลาสติกก่อนนำไปบรรจุดินต้องใช้ที่เจาะปะเก็นเจาะรูเสียก่อน เพื่อช่วยระบายน้ำเมื่อเวลารดน้ำหรือฝนตกมาเกินไป เพราะถ้าหากให้น้ำขังในถุงชำแล้วอาจทำให้เกิดโรคเน่าคอดินให้แก่กล้าไม้ได้ ดินที่ใช้บรรจุถุงพลาสติกเพื่อชำกล้าไม้เป็นหน้าดินจากป่าธรรมชาติ ซึ่งควรจะเป็นดินร่วนปนทรายซึ่งมีการระบายน้ำได้ดีเช่นเดียวกับดินที่ใช้ในการเพาะเมล็ด จากนั้น
นำดินมาผสมกับทรายและขี้เถ้าแกลบในอัตราส่วน 1:1:1 โดยใช้พลั่วผสมคลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วบรรจุดินใส่ถุงพลาสติกที่เจาะรูเตรียมไว้ กระแทรกกันถุงให้แน่นและใช้มือขยุ้มพับกันถุงแต่งให้แบนราบเพื่อสะดวกต่อการจัดเรียงเป็นแปลง ๆ กล้าไม้ตะกูหลังจากงอกแล้วจะมีอัตราการเจริญเติบโตช้ามาก จากการทดลองย้ายชำที่ศูนย์บำรุงพันธุ์ไม้กระยาเลยกำแพงเพชร พบว่ากล้าไม้ที่มีอายุประมาณ 3 เดือน ซึ่งมีขนาดความสูงราว 2 – 2.5 ซม. จะมีอัตราการรอดตายประมาณ 80 % สำหรับการให้ร่มกล้าไม้นั้นจะให้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ เพราะถ้าหากให้ร่มมากเกินไปจะทำให้กล้าไม้ที่ไม่แข็งแรง เพราะจะเจริญเติบโตทางด้านความสูงเร็วเกินไป ทำให้ต้นคดงอ ยอดอ่อน และยังอาจเกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายถ้าให้ร่มน้อยไปอาจทำให้กล้าไม้ที่เราชำลงไปรอดตายน้อยเนื่องจากถูกแดดแรงมากเกินไป การถอนหรือขุดกล้าในแปลงเพาะชำเพื่อนำกล้ามาชำในถุงดินนี้ควรต้องรดน้ำ
ในแปลงเพาะให้ชุ่มเสียก่อนเพื่อจะได้ถอนกล้าไม้ได้สะดวก กล้าไม้ที่ถอนขึ้นจากแปลงเพาะควรจะพักหรือเก็บไว้ในถังหรือขันพลาสติกซึ่งมีน้ำบรรจุอยู่เพื่อมิให้กล้าเหี่ยว การถอนกล้าไม้เพื่อชำครั้งหนึ่ง ๆ ไม่ควรถอนเป็นจำนวนมาก ควรกะให้ชำแล้วเสร็จพอดีภายใน 2 – 3 ชั่วโมง ก่อนชำกล้าไม้ลงถุงควรใช้ไม้แท่งกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. ยาวพอประมาณ เสี้ยมปลายแหลมด้านหนึ่งคล้ายแท่งดินสอ แทงนำลงไปในถุงชำที่ได้รดน้ำเปียกโชกแล้ว โดยกะให้รูนั้นอยู่ตรงกึ่งกลางถุงพอดี แล้วจึงค่อยชำกล้าไม้ลงทีหลัง เวลาชำให้นำส่วนรากของกล้าไม้ใส่เข้าไปในรูดังกล่าว แล้วกดดินโคนต้นกล้าให้แน่น เพื่อป้องกันมิให้รากพับหรือบิดงอและอย่าให้เกิดช่องว่างภายในรูนั้น หลังจากนั้นรดน้ำทันที่โดยใช้บัวรดน้ำชนิดเดียวกับที่ใช้รดน้ำกล้าไม้ในแปลงเพาะ
การดูแลรักษากล้าไม้ ในระยะหลังจากย้ายชำกล้าไม้ใหม่ ๆ ควรจะรดน้ำในถุงชำทั้งเช้าและเย็นเพื่อให้กล้าไม้ตั้งตัวได้เร็ว เมื่อกล้าไม้ตั้งตัวได้และได้โรยทรายหยาบหน้าถุงชำแล้ว รดน้ำเพียงวันละครั้งในตอนเช้าก็เพียงพอ เพราะถ้าให้น้ำมากเกินไปจะทำให้กล้าไม้เติบโตทางความสูงเร็วเกินไปซึ่งจะทำให้ต้นอ่อน คดงอ และหักล้มได้ง่าย
การถอนวัชพืช เพื่อป้องกันมิให้วัชพืชขึ้นเบียดเสียดแย่งอาหารในถุงชำกล้าไม้ตะกูควรทำการถอนวัชพืชอย่างน้อยเดือนละครั้ง ปกติจะถอนวัชพืชภายหลังจากการรดน้ำกล้าไม้เสร็จแล้วใหม่ ๆ เพราะดินในถุงชำยังอ่อนอยู่ ซึ่งจะทำให้การถอนวัชพืชดังกล่าวได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันเมื่อถอนวัชพืชแล้วก็แต่งดินหรือทรายหน้าถุงชำนั้นให้เรียบร้อย
การตัดราก เนื่องจากหากปล่อยให้รากหยั่งลึกลงไปในดินนอกถุงชำแล้ว เวลาจะขนกล้าไม้ไปปลูกจะทำให้ระบบรากได้รับความกระทบกระเทือนมาก และอาจทำให้ต้นไม้ตายได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีการตัดรากด้วยวิธีลากถุงหรือเลื่อนถุงชำกล้าไม้โดยใช้มือจับกึ่งกลางถุง กดให้ถุงแนบติดกับพื้นดินในขณะที่เราทำการเลื่อนหรือลากถุงก็จะทำให้รากดังกล่าวนั้นขาดได้การตัดรากควรจะกระทำอย่างน้อย 2 เดือนต่อครั้งการจัดแยกชั้นความสูง เป็นการเรียงต้นไม้ตามลำดับตั้งแต่สูงที่สุดไปหาต่ำที่สุด เพื่อเปิดโอกาสให้กล้าไม้ทุกต้นได้รับแสงสว่างอย่างทั่วถึง ซึ่งจะทำให้กล้าไม้เจริญเติบโตเร็วและมีความแข็งแรงกับทั้งยังมีความสะดวกในการคัดเลือกนำกล้าไม้ไปปลูกอีกด้วย

2. การขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศ
การขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศนั้น เป็นการขยายพันธุ์แบบที่ไม่ใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์ ได้แก่ การตัดชำ การติดตา ต่อกิ่ง เป็นต้น การตัดชำกิ่งไม้ตะกูนั้นได้ทดลองกระทำที่ศูนย์บำรุงพันธุ์ไม้กระยาเลยกำแพงเพชร แต่ก็เป็นเพียงการสังเกตเบื้องต้นเท่านั้น การปฏิบัติใช้วิธีคล้ายกับการตัดชำ
กิ่งสนประดิพัทธ์ โดยตัดกิ่งอ่อนจากต้นที่ปลูกไว้อายุประมาณ 2-3 ปี แล้วชำลงในดินร่วนปนทรายในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ โดยไม่มีการใช้ฮอร์โมนช่วยกระตุ้นรากแต่ประการใด ผลการทดลองกระทำในเรือนเพาะชำประสบผลสำเร็จประมาณ 20 % เท่านั้นซึ่งยังจะต้องมีการปรับปรุงการทดลองต่อไป
สำหรับการทดลองขยายพันธุ์ โดยไม่อาศัยเพศวิธีอื่นที่ศูนย์บำรุงพันธุ์ไม้กระยาเลยกำแพงเพชรนั้นพบว่าไม้ตะกูสามารถติดตาได้ดีในเดือนมกราคม โดยใช้วิธี T-budding และสามารถต่อกิ่งได้ดีเช่นเดียวกัน ซึ่งการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศเหล่านี้ เป็นเพียงการทดลองทางวิชาการเพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ไม้ตะกูเพื่อสร้างสวนผลิตเมล็ดพันธุ์สำหรับการปลูกสร้างสวนป่าต่อไปเท่านั้น

การเตรียมพื้นที่ปลูก
พื้นที่ที่จะใช้ทำการปลูกสร้างสวนป่าจะต้องจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยก่อนถึงฤดูการปลูก คือ จะต้องเตรียมพื้นที่ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนเมษายนเป็นอย่างช้า การถางป่าควรถางไม้ชั้นล่างตากไว้ให้แห้งเสียก่อนแล้วจึงโค่นไม้ใหญ่ทับกองในภายหลัง ทั้งนี้เพื่อหวังผลในหารเก็บสุมเผา ทำให้งานเก็บริมเผาริบน้อยลงเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย การเตรียมพื้นที่ปลูกที่ดีจะช่วยให้การเจริญเติบโตของต้นไม้เป็นไปได้อย่างดี เป็นการเปิดโอกาสให้กล้าไม้ที่ปลูกได้รับแสงสว่างอย่างเต็มที่ และการเก็บริบสุมเผาเศษไม้เก่ายังเป็นการกำจัดโรคแมลงอีกทางหนึ่งด้วย และหากเป็นไปได้ก็ควรทำการไถพรวนพื้นที่ด้วยรถแทรกเตอร์ เพราะนอกจากจะเป็นการพลิกดินห้ร่วนซุยแล้วยังเป็นการกำจัดวัชพืชอีกทางหนึ่ง อันจะส่งผลดีทำให้กล้าไม้ตั้งตัวและเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้น
สำหรับพื้นที่ที่ไม่สามารถจะนำเครื่องจักรกลหรือรถแทรกเตอร์เข้าไปปฏิบัติงานได้ เช่น พื้นที่ต้นน้ำลำธารที่เป็นภูเขาสูง การเตรียมหลุมปลูกให้กว้างใหญ่จะช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดีเช่นเดียวกัน

การปลูกและระยะปลูก
ก่อนที่จะมีการปลูกต้นไม้จะต้องมีการกำหนดระยะปลูกเสียก่อน เพื่อให้สวนป่าเป็นแถวเป็นแนวมีระเบียบ มีการเจริญเติบโตสม่ำเสมอกัน การกำหนดระยะปลูกปกติใช้หลักไม้ไผ่หรือไม้อื่นใดที่มีลักษณะใกล้เคียงกันทำการปักหลักหมายจุดที่จะปลูกลงบนพื้นที่ ทั้งนี้การกำหนดระยะปลูกจะถี่หรือห่างขึ้นอยู่กับ
วัตถุประสงค์เป็นสำคัญ สำหรับไม้ตระกู ดร. สมศักดิ์ สุขวงศ์ (2522) ได้แนะนำว่า ควรเริ่มต้นระยะปลูกด้วย2-3 เมตร เพื่อหวังผลในการปกคลุมวัชพืชในเวลาต่อมา แต่ศูนย์บำรุงพันธุ์ไม้กระยาเลยกำแพงเพชร ใช้ระยะปลูก 4 x 4 เมตร เนื่องจากได้พิจารณาเห็นว่าไม้ตะกูเป็นไม้ที่โตเร็วมากและระยะปลูกดังกล่าวก็เหมาะที่จะนำเครื่องจักรกลเข้าไปใช้งานการปลูกไม้ตะกูก็เช่นเดียวกับการปลูกพรรณไม้ชนิดอื่น ๆ โดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะปลูกกันในตอนต้น
ฤดูฝน คือประมาณเดือนมิถุนายนไปถึงเดือนสิงหาคม เพราะการปลูกตั้งแต่เริ่มฤดูฝนจะช่วยให้ต้นไม้ตั้งตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากมีระยะเวลาการเจริญเติบโตได้นานกว่าจะถึงฤดูแล้งต่อไปวิธีการปลูกนั้นก่อนอื่นจะต้องเตรียมหลุมปลูกตามตำแหน่งที่ปักหลักหมายไว้โดยการขุดหลุมให้มีขนาดใหญ่ว่ากว่าขนาดของถุงกล้าไม้ประมาณ 2 เท่า ลึกเท่าคอรากของกล้าเมื่อเตรียมหลุมเสร็จแล้วก็ขนย้ายกล้าไม้ไปปลูก โดยพยายามให้กล้าไม้ได้รับความ
กระทบกระเทือนน้อยที่สุด ก่อนปลูกต้องกรีดถุงแล้วดึงพลาสติกที่บรรจุกล้าไม้ออก จากนั้นวางกล้าไม้ลงในหลุดพยามยามให้คอรากองกล้าไม้เสมอกับผิวดิน กลบหลุมปลูกด้วยหน้าดินที่ขุดขึ้นมาอัดดินให้แน่นพอสมควร มัดลำต้นกล้าไม้ให้ติดกับไม้หลักเพื่อช่วยให้ลำต้นตั้งตรง และป้องกันการพัดโยกจากลม

การบำรุงรักษาสวนป่า
การบำรุงสวนป่านี้นับว่าเป็นหัวใจสำคัญในการปลูกสร้างสวนป่าเท่า ๆ กับการปลูกป่าทั้งนี้เพราะหลังจากการปลูกสร้างสวนป่าเต็มพื้นที่แล้ว หากไม่ได้รับการบำรุงรักษาดีแล้วการปลูกป่าก็จะไม่ได้ผล การ

บำรุงรักษามีขั้นตอนดังนี้
1. การปลูกซ่อม ภายหลังการปลูกประมาณ 30 -60 วัน ควรจะได้ตรวจสอบเปอร์เซ็นต์การอดตายของกล้าไม้ตะกู และทำการปลูกซ่อมต้นไม้ที่ตายทันที ทั้งนี้อยู่ในระยะปลายฤดูฝนหรือยังมีฝนตกอยู่
2. การปราบวัชพืช ควรทำเมื่อวัชพืชนั้น ๆ จะปกคลุมต้นไม้จนเป็นเหตุให้การเจริญเติบโตไม่ดี ควรทำครั้งแรกให้แล้วเสร็จในปลายฤดูฝนหรือหมดฝนแล้ว ปกติจะทำในราวเดือนพฤศจิกายนสำหรับต่อไปควรจะถางวัชพืชในตอนต้นฤดูฝนเพื่อให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้เต็มที่ และควรทำอีกครั้งในตอนปลายฤดูฝน เพื่อป้องกันไฟมิให้ลุกไหม้สวนป่าเสียหาย
3. การทำแนวกันไฟ ควรดำเนินการให้เสร็จก่อนเดือนกุมภาพันธ์ หากเป็นไปได้ควรใช้รถแทรกเตอร์ไถให้เตียนเป็นแนวรอบสวนป่า กว้าง 10 – 12 เมตร ซึ่งแนวกันไฟที่จัดทำไว้จะใช้เป็นทางตรวจการได้ด้วย
4. การชิงเผา สวนป่าที่มีวัชพืชหนาแน่นควรจะได้ถางแล้วเกลี่ยจากให้กระจายทั่วสวนแล้วชิงเผาในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดเชื้อเพลิงและป้องกันไฟไหม้สวนป่า
5. การตัดสางขยายระยะ สวนป่าแต่ละแห่งเมื่อมีอายุมากขึ้นต้นไม้จะขึ้นเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่นทำให้อัตราการเจริญเติบโตลดลง จึงต้องทำการตัดสางต้นไม้ออกเสียบางส่วนเพื่อขยายระยะห่างระหว่างต้นไม้ให้กว้างขึ้น ผลพลอยได้จากการตัดสางขยายระยะก็คือการขายไม้ที่ตัดออก ซึ่งถือว่าเป็นผลตอบแทนในการลงทุนทางหนึ่งก่อนจะถึงวัยตัดฟัน

การป้องกันโรคแมลงและศัตรูธรรมชาติ
ตะกูเป็นพรรณไม้เบิกนำซึ่งตามธรรมชาติจะขึ้นเป็นกลุ่มล้วน ๆ ฉะนั้นศัตรูธรรมชาติ เช่น โรคและแมลงจึงมีน้อยกว่าพรรณไม้ดั้งเดิมที่ชอบขึ้นเดี่ยว ๆ แต่อย่างไรก็ตามที่ในซึ่งไม้ตะกูขึ้นอย่างหนาแน่นอาจพบหนอนผีเสื้อ Arthroschita hilaralis (pyralidae) เจาะทำลายบ้าง นอกจากนี้อาจพบพวกนีมาโทดจำพวกMeloidogyne sp. เกาะทำลายเรือนรากทำให้ต้นไม้ตายได้ ในประเทศไทย ฟิลิปปินส์ จากการทดลองกับต้นตะกูอายุ 6 เดือน พบว่าตะกูส่วนใหญ่จะติดเชื้อด้วยโรคจากนีมาโทดชนิดนี้และจากการใช้ยาดีดีทีในอัตรา 40 ลิตร/ไร่ ฉีดพ่นให้ต้นไม้เจริญเติบโตดีขึ้น สำหรับโรคราในแปลงเพาะกล้าไม้ตะกูนั้น เท่าที่พบโรคเน่าคอดิน (dumping off) จะเป็นอันตรายที่สุดในระยะเริ่มแรก Bholachai , p.(1976) พบว่าหากหว่านเมล็ดตะกูลงในพื้นที่ขนาด 30 x45 ซม.2 โดยใช้เมล็ดหนักมากกว่า 3 กรัม แล้วจะทำให้เกิดโรคเน่าคอดินอย่างรุนแรงเนื่องจากกล้าไม้มีความหนาแน่นมากเกินไปและขนาดความหนาแน่นที่เหมาะสมที่สุดคือใช้เมล็ดหนักประมาณ 0.5 – 3 กรัม ต่อพื้นที่ขนาดดังกล่าว

การเจริญเติบโตและผลผลิต
อัตราการเจริญเติบโตของต้นตะกูในระยะแรก ๆ อาจช้า แต่ต่อมาจะเร็วมาก ภายหลังย้ายปลูกแล้ว 1 ปีอาจสูงถึง 3 เมตร อัตราการเจริญเติบโตทางความสูงโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 2 ถึง 3 เมตรต่อปีติดต่อกันไปนาน 6-8 ปี การเจริญเติบโตทางเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.3 – 7.6 เซนติเมตร/ปี เมื่ออายุเลย 20 ปี แล้วอัตราการเจริญเติบโตจะลดลง Whitmore (1975) ได้รายงานว่าหากใช่รอบหมุนเวียน 30 ปี ต้นอาจโตถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 65 เซนติเมตร และสูง 38 เมตร ให้ผลผลิตประมาณ 56 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ ในประเทศฟิลิปปินส์Manzo et al. (1971) ได้บันทึกไว้ว่าตะกูสามารถเจริญเติบโตถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย 45 เซนติเมตร และสูง 12.6 เมตรในเวลา 12 ปี ทีปอเตอริโกสวนป่าตะกูที่นำพันธุ์ไปจากอาเซียบางต้นหลังจากปลูกแล้ว 5 ปี มีความ
โตเต็มที่พบในป่าธรรมชาติมีขนาดโตประมาณ 280 เซนติเมตร สูงประมาณ 27 เมตร และที่สวนป่าลาดกระทิงจังหวัดฉะเชิงเทราเมื่ออายุ 14 ปี มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 18.82 เมตร มีความโตทางเส้นรอบวง 75.93 เซนติเมตร โดยให้ปริมาตร 29.35 ลูกบาศก์เมตร /ไร่ หรือ 183.44 ลูกบาศก์เมตรต่อเฮกตาร์

การใช้ประโยชน์
ไม้ตะกูสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น การทำไม้อัด ไม้บาง ก้านไม้ขีดไฟ ไฟเบอร์บอร์ด พาทิเคิลบอร์ด แปรงลบกระดาน และรองเท้าได้เป็นอย่างดีการใช้ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของไม้ตะกู ได้แก่ ใช้ในอุตสาหกรรมทำเยื่อและกระดาษ ที่
ประเทศฟิลิปปินส์พบว่าไม้ตะกู อายุ 3 ปี ก็สามารถนำเยื่อไปใช้ทำกระดาษเขียนหนังสือออฟเสทที่มีคุณภาพดีและยังพบว่าไม้ตะกูเป็นเยื่อชั้นดีที่ให้ความเหนียวของกระดาษสูงนอกจากนี้ตะกูยังมีคุณสมบัติเด่นในแง่ที่สามารถตัดให้แตกหน่อได้ดี จึงเป็นความหวังในอนาคตที่จะปลูกสวนป่าไม้ตะกูเพื่อเป็นแหล่งผลิตไม้แผ่นขนาดเล็ก ไม้ท่อน และทำเยื่อกระดาษโดยใช้รอบตัดฟันเพียง 5 –10 ปี และจากเอกสารไม้อัดไทยบางนาได้แนะนำว่า ไม้ตะกูเป็นความหวังใหม่ในอนาคตสามารถปลูกเป็นสวนป่าเอกชน เพื่อจำหน่ายในรูปไม้ซุงที่มีอนาคตสดใสมากี่สุดชนิดหนึ่ง

ข้อมูลจาก หนังสือเอกสารส่งเสริมการปลูกไม้ป่า กรมป่าไม้

Tags: , , , , , , ,

Leave a Comment

  





เว็บไซต์เพื่อนบ้าน ทั้งหมด



ยินดีต้อนรับเพื่อนบ้าน

<a href="http://kasetonline.com/" target="_blank" ><img alt="All About Agriculture" src="http://kasetonline.com/images/banner88x31-kasetonline.gif" border="0" width="88" height="31"></a>

นำ code ของเราไปวาง
และส่ง code มาให้เราที่
webmaster@kasetonline.com

ถ้าสะดวกแลก banner ที่หน้าแรก
เรายินดีติดที่หน้าแรกเช่นกันครับ
ฟรี !!! ไม่เสียเงินครับ


• Thai Airline
    • Phuket Airline
    • Rc Hlicopter for sale
    • How to Control Helicopter
    • Cheapest Rc Hlicopter
    • Thailand Trends
    • Airline Jobs/career
    • Thai Movies
    • Study Abroad
    • Thailand Amulets
    • Thai Food
    • Thailand Photo
    • Thailand Travel
    • Agricultural in Thailand
    • All Seminar in Thialand
    • Hotels/Resorts News
    • Thailand Situation Updated
    • Thailand Real Estate
    • Thailand Network
    • Thailand Trees
Thailand Information
    • 7 Romantic Places In Bangkok
    • Accomodation
    • Activities
    • Candle Festival parade
    • Communication
    • DINNING
    • Entertainment
    • King of Thailand
    • MAP OF THAILAND
    • POLITIC
    • Real Time flight Schedules
    • Regions of Thailand
    • Retirement Visa in Thailand | Finance
    • Shopping
    • Special Interest
    • Sports
    • Thai Culture
    • THAI SOCIAL STRUCTURE
    • Thailand In Brief
    • Thailand’s Rainy Season
    • Transportation
    • Useful Information
    • Visas & Regulations
    • WEATHER
Markets & Money

    • credit card
    • Exchange Rate
Event & Festival
    • Buffalo Village in Thailand
    • Candle Festival parade
    • Dok Krachiao Blooming Festival
    • Flowers monks Festival.
    • Hua Hin Jazz Festival
    • Hua Hin Thailand | Thailand Travel Guide
    • Krabi Rock&Fire International Contest
    • LA F�TE 2010
    • Lee Pe Island Ship Buoying Festival
    • Mercedes Trophy Junior Golf Master Final
    • Phuket Music Festival
    • The Candle Festival
    • The Royal Ploughing Ceremony
    • Vesak 2010 (Visakha Bucha Day)
    • Yasothon Bun Bangfai Rocket Festival
Business In Thailand
    • Economic
    • Export
    • Important Contact
    • Regulations
    • Start Business in Thailand
    • Taxation
Thailand History
    • Ancient Civilizations
    • Ayutthaya
    • Classical Era
    • Democracy
    • End of Absolute Monarchy&Military rule
    • Initial states of Thailand
    • King of Thailand
    • Sukhothai and Lanna
    • Thonburi and Bangkok period
Other
    • Advertise
    • Events
    • Flight Reservation
    • Job
    • Link Exchange
    • Shopping
    • Weather
    • World Time
Travel Review
    • Ancient City
    • Buffalo Village in Thailand
    • Flowers monks Festival.
    • One Day Trip
    • The Erawan Museum

Facebook

Get the Facebook Likebox Slider Pro for WordPress