เกษตรออนไลน์

ทุก ๆ เรื่องเกี่ยวกับการเกษตร

การผสมปุ๋ยเคมี | การผสมปุ๋ยใช้เอง |หนังสือผสมปุ๋ยเคมี

การผสมปุ๋ยใช้เอง

ปัจจุบันแม้ว่าจะมีปุ๋ยสำเร็จรูปวางจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาดทั่วๆไปแต่ักจะมีราคาแพง และขาดแคลนอยู่เป็นประจำโดยเฉพาะปุ๋ยเคมีูตรที่ีการใช้มากๆ เช่น ปุ๋ยเคมี สูตร 16 – 20 – 0, 16 – 16 – 8, 15 – 15 – 15, 13 – 13 – 21 และ12 – 24 – 12 เป็นต้น ดังนั้นการผสมปุ๋ยใช้เองของเกษตรกรเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ และยังทำให้ประหยัดเงินได้ีก 10 – 20 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เวลาและแรงงานในครัวเรือน ให้เป็นประโยชน์และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การผสมปุ๋ยใช้เอง ือ การที่เกษตรกรนำเอาแม่ปุ๋ยชนิดต่างๆมาผสมกันเพื่อให้ได้สูตรตามที่ต้องการ

ก่อนที่เกษตรกรจะผสมปุ๋ยใช้เอง ควรมีความรู้พื้นฐาน ดังต่อไปนี้
สูตรปุ๋ย หมายถึง ปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P2O5) และโพแทสเซียม(K2O)
ที่มีอยู่ในปุ๋ยคิดเป็นร้อยละโดยน้ำหนักของปุ๋ยทั้งหมดและจะบอกเรียงกันตามลำดับ N-P2 O5 –K2 O เช่น ปุ๋ยสูตร 13-13-21 แสดงว่าปุ๋ยนี้มีธาตุไนโตรเจนร้อยละ 13 ฟอสฟอรัส ร้อยละ 13 และโพแทสเซียมร้อยละ 21 ของปริมาณน้ำหนักตามลำดับ หรืออาจกล่าวได้ว่าปุ๋ยสูตร 13-13-21 จำนวน 100 กิโลกรัมมีธาตุไนโตรเจน จำนวน 13 กิโลกรัม มีธาตุฟอสฟอรัส จำนวน 13 กิโลกรัม และธาตุโพแทสเซียม จำนวน 21 กิโลกรัม
เรโชปุ๋ย หมายถึง ค่าหรือข้อมูลที่บอกสัดส่วนระหว่างปริมาณของธาตุ ไนโตรเจน(N)
ฟอสฟอรัส(P2O5 ) โพแทสเซียม(K 2 O) อยู่ในสูตรปุ๋ย เช่น ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จะมีเรโชปุ๋ย 1:1:1 เป็นต้น
อัตราปุ๋ย หมายถึง ปริมารปุ๋ยแต่ละสูตรที่ใส่ให้กับพืชต่อพื้นที่ หนึ่งไร่ หรือต่อหนึ่งต้น หรือปริมาณปุ๋ย
ที่ใช้เป็นกรัมละลายน้ำจำนวนหนึ่งถัง เพื่อใช้รดหรือฉีดให้ทางใบของต้นพืช เช่น ปลูกข้าวใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 ในนาดินเหนียว อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านรองพื้นก่อนปักดำ
แม่ปุ๋ย หมายถึง ปุ๋ยเคมีที่นำมาใช้ทำปุ๋ยผสมสูตรต่างๆ ผลิตขึ้นมา โดยมีปริมาณธาตุอาหาร
ในสูตรเข้มข้นมาก เช่น ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0) ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรค์ (0-0-60) ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0)
สารตัวเติม หมายถึง สารที่ใช้ในการผสมปุ๋ย เพื่อจะเพิ่มน้ำหนักของปุ๋ยที่ผสมให้ครบร้อยของหน่วย
น้ำหนัก และจะทำให้ได้ปุ๋ยผสมสูตรที่ต้องการ เช่น ดินร่วน ทราย ขี้เลื่อย แป้ง โดโลไมท์ ซิลิก้า และลูกรัง

ขั้นตอนการผสมปุ๋ยใช้เอง

1. กำหนดประเภทและสูตรปุ๋ย : ควรจะพิจารณาว่าต้องการผสมปุ๋ยสูตรอะไรและใช้กับพืชอะไร

ให้สอดคล้องกับหลักทางวิชาการ เช่น ปุ๋ยสูตร 16-16-8 ใช้กับนาข้าว ดินทราย ปุ๋ยสูตร 16-20-0 ใช้กับนาข้าวดินเหนียว เป็นต้น และควรจะคิดด้วยว่าจะต้องใช้ปุ๋ยสูตรที่ต้องการเป็นปริมาณเท่าไร เช่น ทำนาข้าวพันธุ์ไวแสงในดินทราย จำนวน 4 คำแนะนำทางวิชาการให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้นต้องการใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-8 ทั้งหมดคือ 25X4 =100 กิโลกรัม เป็นต้น

2. กำหนดชนิดของแม่ปุ๋ย : ควรมีหลักเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้

2.1 สูตรปุ๋ยและปริมาณธาตุอาหารรวม : ต้องทราบสูตรปุ๋ยที่ต้องการ เพื่อจะดูว่ามีปริมาณ
ธาตุอาหารสูงปานกลาง หรือต่ำ และมีสัดส่วนของปริมาณธาตุอาหารเป็นอย่างไร ทั้งนี้เพื่อจะได้เลือกชนิดแม่ปุ๋ยได้อย่างถูกต้อง เช่น ปุ๋ยผสมสูตร 16-16-8 แม่ปุ๋ยที่น่าเหมาะสม ได้แก่ แม่ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0) ยูเรีย (46-0-0)และแม่ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรค์ (0-0-60) , ปุ๋ยผสมสูตร 8-24-24 แม่ปุ๋ยที่เหมาะสม ได้แก่ แม่ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0) โมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต (11-48-0) และแม่ปุ๋ยโพแทสเซี่ยมคลอไรค์ (0-0-60) เป็นต้น
2.2 สมบัติความเข้ากันได้ของแม่ปุ๋ย: แม่ปุ๋ยที่จะนำมาผสมกันต้องผสมกันได้ดีและไม่ทำปฏิกิริยากัน
ความเข้ากันได้ หมายถึง แม่ปุ๋ยหรือวัตถุดิบทุกชนิดที่กำหนดโดยการคำนวณไว้ตามสูตร
เมื่อนำมาผสมกันแล้วจะต้องผสมเข้ากันได้โดยไม่เกิดปฏิกิริยาที่จะทำให้ปุ๋ยที่ผลิตผลิตได้มีคุณภาพไม่เหมาะสม หรือไม่ตรงตามที่ต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่งความชื้นแฉะและจับตัวเป็นก้อนแข็ง สรสิทธิ์ วัชโรทยานและปิยะ ดวงพัตรา (25) ได้ศึกษาความสามารถความเข้ากันได้ของแม่ปุ๋ยแต่ละชนิด ดังตารางที่ 1

bulck 1 การผสมปุ๋ยเคมี | การผสมปุ๋ยใช้เอง |หนังสือผสมปุ๋ยเคมี

2.3 ขนาดของเม็ดปุ๋ย : แม่ปุ๋ยที่ใช้ต้องมีขนาดเม็ดปุ๋ยใกล้เคียงกันและมีการกระจายขนาด
ของเม็ดปุ๋ยที่สม่ำเสมอ เพราะเมื่อนำมาผสมกันแล้วจะได้ปุ๋ยผสมที่มีคุณภาพดี ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการแยกตัวของแม่ปุ๋ยแต่ละตัว เช่น ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรค์ (0-0-60) ชนิดเม็ด จะเหมาะสมกับการนำมาผสมปุ๋ยใช้เองมากกว่าชนิดผง เพราะว่าเมื่อนำมาผสมกับแม่ปุ๋ยชนิดอื่นมักจะตกอยู่ใต้กองและไม่เข้ากัน เป็นต้น
2.4 รูปทางเคมีของธาตุอาหารหลักในแม่ปุ๋ย : ปุ๋ยผสมที่จะผลิตออกมาใช้ต้องทราบว่า
จะนำมาใช้สำหรับพืชกลุ่มใด และควรเลือกแม่ปุ๋ยให้เหมาะสมตามหลักวิชาการ เช่น แม่ปุ๋ยไนโตรเจนที่จะนำมาใช้กับข้าวควรใช้แม่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนในรูป แอมโมเนียมไนโตรเจน (NH 4 -N) หรืออมีดไนโตรเจน ( NH2 –N) เท่านั้น ถ้านำไปใช้กับพืชไร่สามารถใช้แม่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนในรูป แอมโมเนียมไนโตรเจน (NH 4 -N) หรืออมีดไนโตรเจน (NH 2 -N) หรือ ไนเตรทไนโตรเจน (NO3 -N) ได้ เป็นต้น
2.5 ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของธาตุอาหารปุ๋ย : ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของชนิดแม่ปุ๋ย
ที่จะนำมาผสมกันควรเลือกชนิดที่มีราคาต่อหน่วยน้ำหนักต่ำที่สุด เช่น ปุ๋ยสูตร 21 – 0 – 0 ราคากระสอบละ 2 บาท กับปุ๋ยสูตร 46 – 0 – 0 ราคากระสอบละ 2 บาท เท่ากันควรเลือกใช้แม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 เนื่องจากเมื่อคิดราคาต่อน้ำหนักธาตุอาหารที่มีอยู่ในแม่ปุ๋ยทั้งสองสูตรแล้วแม่ปุ๋ยสูตร 46 – 0 – 0 ราคากิโลกรัมละ 10.87 บาท ขณะที่แม่ปุ๋ยสูตร 21 – 0 – 0 ราคากิโลกรัมละ 23.81 บาท เป็นต้น
3. การคำนวณสูตรปุ๋ย : ปุ๋ยที่จะใช้ผสมคำนวณมาจากเปอร์เซ็นต์ธาตุไนโตรเจน ธาตุฟอสฟอรัส

และธาตุโพแทสเซียม ที่มีอยู่ในปุ๋ยผสมตามเกรดที่เราต้องการ เช่น
ตัวอย่าง ต้องการปุ๋ยสูตร 16-16-8 จำนวน 100 กิโลกรัม จะต้องใช้แม่ปุ๋ยชนิดต่างๆ อย่างละกี่กิโลกรัม
ชนิดแม่ปุ๋ยที่เหมาะสม คือ
– ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต[18-46-0 (DAP)]

- ยูเรีย [46-0-0 (U)]
– โพแทสเซียมคลอไรค์ [0-0-60 (MOP) ]

วิธีการคำนวณ

3.1 คำนวณหาธาตุฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ (P 2 O5 ) ก่อน เนื่องจากแม่ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต
(18-46-0) มีเปอร์เซ็นต์ธาตุฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์(P2 O5~) อยู่ในปุ๋ยสูงกว่าเปอร์เซ็นต์ธาตุไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ (N) มีวิธีคำนวณ ดังนี้

ปริมาณ P2 O5 46 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ย DAP     = 100     กิโลกรัม
ปริมาณ P2 O5   1 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ย DAP     = 100 x 1
46     กิโลกรัม
ปริมาณ P2 O5  16 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ย DAP     = 100 x 16
46     กิโลกรัม
= 34.78     กิโลกรัม

เพราะฉะนั้นต้องใช้แม่ปุ๋ย 18-46-0 (DAP)= 35 กิโลกรัม

3.2 คำนวณหาปริมาณไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ (N) [ ปริมาณที่ต้องการ คือ 16 กิโลกรัม ] มีวิธีการคำนวณ ดังนี้
3.2.1 คำนวณหาปริมาณไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ว่าติดมากับแม่ปุ๋ย DAP ,มีจำนวนเท่าไร ดังนี้

แม่ปุ๋ย DAP จำนวน 100 กิโลกรัม มีปริมาณธาตุ N      = 18     กิโลกรัม
แม่ปุ๋ย DAP จำนวน 1 กิโลกรัม มีปริมาณธาตุ N     = 18 X 1
100     กิโลกรัม
แม่ปุ๋ย DAP จำนวน 35 กิโลกรัม มีปริมาณธาตุ N     = 18 X 35
100     กิโลกรัม
ปริมาณปุ๋ยไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ติดมากับแม่ปุ๋ย DAP     = 6.30      กิโลกรัม
3.2.2 คำนวณหาว่าปริมาณธาตุไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ยังขาดอีกเท่าไรจากที่ต้องการ ดังนี้

ต้องการใช้ปริมาณไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์     = 16.00     กิโลกรัม
ปริมาณไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ติดมากับปุ๋ย DAP     =   6.30     กิโลกรัม
เพราะฉะนั้นยังขาดปริมาณไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์     =   9.70     กิโลกรัม
3.2.3 คำนวณหาปริมาณไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ที่ยังขาดจากแม่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ดังนี้

ปริมาณธาตุไนโตรเจน 46 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ยยูเรีย     = 100     กิโลกรัม
ปริมาณธาตุไนโตรเจน   1 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ยยูเรีย     = 100 x 1
46     กิโลกรัม
ปริมาณธาตุไนโตรเจน 9.7 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ยยูเรีย     = 100 x 9.7
46     กิโลกรัม
=21.09     กิโลกรัม
เพราะฉะนั้นจะต้องใช้แม่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) = 22 กิโลกรัม
3.3 คำนวณหาปริมาณธาตุโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ (K2O) [ ปริมาณที่ต้องการใช้ = 8 กิโลกรัม ] ดังนี้

ปริมาณธาตุโพแทสเซียม 60 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ย MOP     = 100     กิโลกรัม
ปริมาณธาตุโพแทสเซียม   1 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ย MOP      =100 x 1
60     กิโลกรัม
ปริมาณธาตุโพแทสเซียม   8 กิโลกรัม ต้องใช้แม่ปุ๋ย MOP     = 100×8
60     กิโลกรัม
เพราะฉะนั้นต้องใช้แม่ปุ๋ย MOP (0-0-60)      = 14      กิโลกรัม
3.4 คำนวณหาน้ำหนักของสารตัวเติม (Filler) ที่ต้องใช้เพิ่มให้ได้ปุ๋ยผสมสูตร 16-16-8 มีน้ำหนักครบ
จำนวน 100 กิโลกรัม ดังนี้
ปุ๋ยผสมสูตร 16-16-8 จำนวน 100 กิโลกรัม มีปริมาณน้ำหนักธาตุอาหารดังนี้
แม่ปุ๋ยสูตร18-46-0 =35 กิโลกรัม+ แม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 = 22 กิโลกรัม + แม่ปุ๋ยสูตร
0-0-60 = 14 กิโลกรัม รวมเป็น 71 กิโลกรัม เพราะฉะนั้นจะต้องเพิ่มน้ำหนักสารตัวเติม (Filler) จำนวน 100-71 = 29 กิโลกรัม

4. เตรียมเครื่องมือผสมปุ๋ยใช้เอง อุปกรณ์ที่ควรมีไว้ผสมปุ๋ย คือ
4.1 พื้นที่สำหรับผสมปุ๋ย ควรเป็นที่ราบเรียบเสมอและแห้ง หากเป็นไปได้ควรเป็นพื้นซีเมนต์
หรือดินแน่นเรียบ
4.2 พลั่ว หรือจอบ สำหรับตักและคลุกเคล้าผสมปุ๋ย

4.3 เครื่องชั่ง ขนาด 50 กิโลกรัม เพื่อชั่งน้ำหนักของแต่ละแม่ปุ๋ย
4.4 กระสอบปุ๋ย เพื่อเอาไว้ใส่ปุ๋ยที่ผสมได้และขนไปใส่ในไร่นา
4.5 แม่ปุ๋ยเคมีชนิดต่างๆ เช่น
– ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0)
– ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60)
– ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0)

4.6 ตารางกำหนดน้ำหนักแม่ปุ๋ย กรณีที่ใช้ปุ๋ยสูตรทั่วๆไป (ตามรายละเอียดภาคผนวก)
5. วิธีการผสมปุ๋ยใช้เอง: ควรปฏิบัติดังนี้
5.1 เลือกสูตรและปริมาณที่ต้องการใช้ปุ๋ยนั้นๆ เช่น ต้องการใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-8 เพื่อปลูกข้าว
ในนาดินทราย จำนวน 100 กิโลกรัม เป็นต้น
5.2 หาน้ำหนักแม่ปุ๋ยให้สอดคล้องกับสูตรและปริมาณที่ต้องการ จากตารางกำหนดน้ำหนัก

แม่ปุ๋ย หรือจากการคำนวณไว้
5.3 ชั่งน้ำหนักแม่ปุ๋ยแต่ละชนิดจากข้อ 2 เช่น ปุ๋ยสูตร 16-16-8 จำนวน 100 กิโลกรัม จะต้องใช้แม่ปุ๋ย
สูตร 18-46-0 จำนวน 35 กิโลกรัม แม่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 จำนวน 14 กิโลกรัม และแม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 จำนวน 22 กิโลกรัม มาผสมรวมกันเป็นต้น
5.4 นำแม่ปุ๋ยแต่ละชนิดที่ได้ชั่งน้ำหนักไว้แล้วเทลงพื้นที่เรียบและแห้ง โดยควรนำเอาแม่ปุ๋ยที่ต้องใช้
ในปริมาณที่มากที่สุดเทไว้ชั้นล่างสุด ชั้นถัดมาใช้แม่ปุ๋ยที่ต้องการปริมาณปานกลางเทลงไป แล้วชั้นสุดท้ายควรเป็นแม่ปุ๋ยที่ใช้ในปริมาณต่ำสุด ตามลำดับ
5.5 ใช้จอบและพลั่ว ผสมคลุกเคล้าแม่ปุ๋ยแต่ละชนิดในกองให้เข้ากันเป็นอย่างดี

5.6 ตักปุ๋ยผสมใส่กระสอบ เพื่อขนย้ายไปใส่ในสวนต่อไป
5.7 ใส่ปุ๋ยผสมเพาะปลูกพืชตามปกติ

ข้อดีของการผสมปุ๋ยใช้เอง
1. ประหยัดค่าใช้จ่ายลง เช่น เกษตรกรต้องการใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 1,000 กิโลกรัม
เมื่อผสมใช้เองจะมีต้นทุน ดังนี้ เป็นค่าแม่ปุ๋ยสูตร 18-46-0 จำนวน 330 กิโลกรัม เป็นเงิน 2,640 บาท แม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 จำนวน 200 กิโลกรัม เป็นเงิน 1,400 บาท และแม่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 จำนวน 250 กิโลกรัม เป็นเงิน 1,250 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,290 บาท ดังตาราง

เลขที่ แม่ปุ๋ย น้ำหนัก (กิโลกรัม) ราคา (บาท/กก.) เงิน (บาท)
1. 18-46- 330 8.0 2,640
2. 46-0-0 200 7.0 1,400
3. 0-0-60 250 5.0 1,250
รวม 780 - 5,290

 

แต่ถ้าซื้อปุ๋ยเคมีสำเร็จรูปสูตร 15-15-15 จำนวน 1,000 กิโลกรัม ในท้องตลาด 8,000 บาท

เพราะฉะนั้นการผสมปุ๋ยใช้เองจะประหยัดเงินได้ จำนวนเท่ากับ 8,000-5,290 =2,710 บาทต่อ 1,000 กิโลกรัม
1. สามารถมีปุ๋ยสูตรต่างๆตามที่ต้องการใช้ได้เกือบทุกหลักสูตร
2. ตัดปัญหาเรื่องการต้องการปุ๋ยปลอม หรือปุ๋ยด้อยมาตรฐานมาใช้
3. เกษตรกรมีปุ๋ยสูตรตามที่ต้องการได้ทันเวลาใช้
ข้อจำกัดของการผสมปุ๋ยใช้เอง
1. เมื่อนำแม่ปุ๋ยมาผสมรวมกันแล้วจะชื้นง่าย และควรใช้ให้หมดภายใน 15 วัน
2. เกษตรกรต้องเสียเวลาและแรงงานเพิ่มขึ้น จาการศึกษาพบว่าการผสมปุ๋ยให้ได้สูตรต่างๆ
จำนวน 500 กิโลกรัม จะใช้เวลาประมาณ 30 นาที
3. แหล่งจำหน่ายแม่ปุ๋ยเคมียังมีจำนวนน้อยและหาซื้อได้ลำบาก นอกจากนี้การกำหนดราคา
ของแม่ปุ๋ยยังขึ้นอยู่กับพ่อค้านำเข้าส่วนใหญ่
4. ความน่าใช้และความสวยงามของแม่ปุ๋ยผสมเอง มักจะด้อยกว่าปุ๋ยเคมีสำเร็จรูป

 

แต่ถ้าซื้อปุ๋ยเคมีสำเร็จรูปสูตร 15-15-15 จำนวน 1,000 กิโลกรัม ในท้องตลาด 8,000 บาท
เพราะฉะนั้นการผสมปุ๋ยใช้เองจะประหยัดเงินได้ จำนวนเท่ากับ 8,000-5,290 =2,710 บาทต่อ 1,000 กิโลกรัม
1. สามารถมีปุ๋ยสูตรต่างๆตามที่ต้องการใช้ได้เกือบทุกหลักสูตร
2. ตัดปัญหาเรื่องการต้องการปุ๋ยปลอม หรือปุ๋ยด้อยมาตรฐานมาใช้
3. เกษตรกรมีปุ๋ยสูตรตามที่ต้องการได้ทันเวลาใช้
ข้อจำกัดของการผสมปุ๋ยใช้เอง
1. เมื่อนำแม่ปุ๋ยมาผสมรวมกันแล้วจะชื้นง่าย และควรใช้ให้หมดภายใน 15 วัน
2. เกษตรกรต้องเสียเวลาและแรงงานเพิ่มขึ้น จาการศึกษาพบว่าการผสมปุ๋ยให้ได้สูตรต่างๆ
จำนวน 500 กิโลกรัม จะใช้เวลาประมาณ 30 นาที
3. แหล่งจำหน่ายแม่ปุ๋ยเคมียังมีจำนวนน้อยและหาซื้อได้ลำบาก นอกจากนี้การกำหนดราคา
ของแม่ปุ๋ยยังขึ้นอยู่กับพ่อค้านำเข้าส่วนใหญ่
4. ความน่าใช้และความสวยงามของแม่ปุ๋ยผสมเอง มักจะด้อยกว่าปุ๋ยเคมีสำเร็จรูป
Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

กระทรวงเกษตรฯวางนโยบายภาคเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างรายได้ให้แผ่นดิน

 กระทรวงเกษตรฯวางนโยบายภาคเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างรายได้ให้แผ่นดิน  กระทรวงเกษตรฯวางนโยบายภาคเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างรายได้ให้แผ่นดิน  กระทรวงเกษตรฯวางนโยบายภาคเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างรายได้ให้แผ่นดิน

ด้วยบทบาทและภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการดูแลและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรของไทย รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในด้านต่าง ๆ ่วนหนึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาล โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นตัวจักรสำคัญในการดำเนินงาน เพื่อสานต่อนโยบายให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรฯ ว่าจะให้ความสำคัญงานในโครงการพระราชดำริ เพื่อให้ีความรุดหน้าและเกิดประสิทธิผลมากที่สุด สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญภาคเกษตรมาอย่างยาวนาน จนมีการจัดตั้งโครงการต่าง ๆ ขึ้นมากมาย โดยได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการพระราชดำริ ติดตามและดูแลงาน อย่างใกล้ชิด

ในขณะเดียวกันจะพัฒนาภาคการเกษตร ไทยสู่ความยั่งยืนและมั่นคง ภายใต้แนวคิดที่ว่า เกษตรกรมีุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีอาหารบริโภคที่ปลอดภัย สร้างรายได้ให้แผ่นดินโดยยึด 3 แนวทางเป็นหลักในการทำงาน

แนวทางที่ 1 เกษตรเพื่อเกษตร ด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ ส่งเสริมรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ พร้อมกับการสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ สร้างแหล่งน้ำที่เหมาะสม พัฒนาระบบชลประทาน ตลอดจนการสร้างความยั่งยืนของภาคเกษตรกรรมไทย ด้วยการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยร่วมดำเนินการกับกระทรวงศึกษาธิการ ใช้วิทยาลัยเกษตรกรรมที่มีอยู่ทั้งหมด แห่งทั่วประเทศ เป็นแหล่งสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ ในขณะที่กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นผู้สนับสนุนปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เมล็ดพันธุ์ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ สร้างแหล่งน้ำ เป็นต้น ในขณะเดียวกัน หลักสูตรที่เกิดขึ้น จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจอาชีพเกษตรกรเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่จำกัดวุฒิการ ศึกษา โดยหน่วยงานรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

นอก จากนี้จะจัดตั้ง นิคมการเกษตร โดยได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ไปคัดเลือกพื้นที่นำร่อง  โดยให้ผู้ที่จบการศึกษาจากโครงการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ได้เข้ามาดำเนินการใน พื้นที่ โดยนิคมการเกษตรนั้น จะเป็นนิคมที่นำเกษตรกรเข้าสู่ระบบภาคการเกษตรเต็มรูปแบบ ตั้งแต่กระบวนการคิดค้น การวิจัยการเกษตร การผลิต การแปรรูป และการตลาด

ส่วน แนวทางที่ 2 เกษตรเพื่อประชาชน มีหลักสำคัญ คื ประชาชนต้องมีอาหารอย่างพอเพียงเพื่อการบริโภค และในความพอเพียงนั้น อาหารจะต้องปลอดภัยจากสารพิษ สารปนเปื้อน สารตกค้าง ขณะเดียวกันราคาสินค้าเกษตรต้องเป็นธรรม คื เป็นธรรมทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค

สำหรับแนวทางสุดท้าย คือ เกษตรเพื่อเศรษฐกิจ มุ่งหวังที่จะผลักดันผลผลิตทางการเกษตรออกสู่ เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ วางแผนแก้ปัญหาภาคการผลิตแบบบูรณาการ โดยจะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตผลผลิตทางการเกษตรแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาด ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการสร้างมิติใหม่ในการส่งเสริมทั้งภาคผู้ผลิตและผู้ บริโภคได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ นโยบายกระทรวงเกษตรฯ ด้วยการนำของรัฐมนตรีว่าการคนใหม่ ภายใต้แนวคิด “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีอาหารบริโภคที่ปลอดภัย สร้างรายได้ให้แผ่นดิน” น่าจะสร้างโอกาสที่ดีให้แก่ภาคเกษตรไทยพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนได้ในอนาคต

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Columnid=53453&NewsType=2&Template=1

Tags: , , , , ,

บุรีรัมย์แล้งชาวไร่มันทุกข์ซ้ำ “เพลี้ยแป้ง” ระบาดหนักวอนรัฐช่วยด่วน

 บุรีรัมย์แล้งชาวไร่มันทุกข์ซ้ำ “เพลี้ยแป้ง” ระบาดหนักวอนรัฐช่วยด่วน  บุรีรัมย์แล้งชาวไร่มันทุกข์ซ้ำ “เพลี้ยแป้ง” ระบาดหนักวอนรัฐช่วยด่วน  บุรีรัมย์แล้งชาวไร่มันทุกข์ซ้ำ “เพลี้ยแป้ง” ระบาดหนักวอนรัฐช่วยด่วน

บุรีรัมย์ – เผชิญภัยแล้งเกษตรกรปลูกมัน .โนนสุวรรณ บุรีรัมย์ ทุกข์หนักเพลี้ยแป้งระบาดในไร่ันสำปะหลังในเขตพื้นที่ตำบลแล้วกว่า 2,200 ต่อเนื่องมา 3 ปี ทำให้ผลผลิตเสียหาย เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการช่วยเหลือด่วน

วันนี้ (24 ก.พ.) ผู้ื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ในหลายพื้นที่ของจังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง แหล่งน้ำตามหมู่บ้านเริ่มแห้งขอด บางหมู่บ้านต้องซื้อน้ำจากรถเร่ขาย เนื่องจากแหล่งน้ำดิบทำน้ำประปาในหมู่บ้านเริ่มแห้ง

ขณะเดียวกัน เกษตรกรบ้านโคกรัก และบ้านนาตากลม ต.โกรกแก้ว อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ กำลังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เกิดเพลี้ยแป้งระบาดอย่างหนักในไร่มันสำปะหลัง ในเขตพื้นที่ตำบลโกรกแก้วกว่า 2,200 ไร่ ต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปี ทำให้ผลผลิตของเกษตรกรเสียหาย จากที่ได้ผลผลิตไร่ละ 5-6 ตัน ปัจจุบันลดเหลือเพียงไร่ละ 2-3 ตัน เท่านั้น

อีกทั้งยังมีแนวโน้มการระบาดจะขยายเป็นวงกว้าง เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถใช้ยากำจัดเพลี้ยแป้งให้หมดไปจากพื้นที่ได้ จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานหรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าดำเนินการช่วยเหลือกำจัดเพลี้ยแป้งที่กำลังระบาดอย่างหนัก

ในปีที่ผ่านมาทางหน่วยงานภาครัฐได้นำเวชภัณฑ์ยาไปแจกจ่ายให้ เพื่อนำไปฉีดพ่นกำจัดเพลี้ยแป้ง แต่ก็ไม่สามารถลดปัญหาการระบาดได้ จึงร้องขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้เร่งหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูก มันสำปะหลังในพื้นที่อำเภอโนนสุวรรณอย่างเร่งด่วนด้วย

นายสมพร ละทะโล อายุ 56 ปี แกนนำเกษตรกรบ้านโคกรัก ต.โกรกแก้ว กล่าวว่า เริ่มเข้าสู่หน้าแล้งทุกปี เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจะประสบปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดในไร่มันสำปะหลังกัด กินยอดลำต้น ได้รับความเสียหายเป็นประจำ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูก ต.โกรกแก้วเกิดเพลี้ยแป้งทั่วทั้งพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนผลผลิตเสียหาย

จึงอยากเรียกร้องให้ทางภาครัฐเร่งให้ความช่วยเหลือด่วน และขอให้ทันต่อฤดูกาลปลูก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ในปีนี้เกษตรกรจะไม่ได้ผลผลิตและประสบปัญหาขาดทุนอย่างแน่นอน โดยเกษตรกรในอำเภอโนนสุวรรณมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังกว่า 63,000 ไร่ แต่ปีนี้ลดการปลูกลงเหลือเพียง 55,000 ไร่ บางรายหันไปลงทุนปลูกอ้อย และยางพารากันมากขึ้น

ด้าน นายประกอบ ทันค้า ผู้ใหญ่บ้านนาตากลม หมู่ 8 ต.โกรกแก้ว อ.โนนสุวรรณ กล่าวว่า เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังในตำบลโกรกแก้วกว่า 2,200 ไร่ ประสบปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดมาตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน และในปีนี้ย่างเข้าสู่หน้าแล้งการระบาดหนักกว่าทุกปี จึงอยากให้ทางราชการเข้ามาช่วยเหลือด่วน เนื่องจากเกษตรกรแต่ละรายลงทุนปลูกมันสำปะหลังไร่ละ 6,000-7,000 บาท แต่ผลผลิตไม่ได้ ถึงขายได้ก็ไมุ่้มกับการลงทุน ซึ่งจากเดิมได้ผลผลิตไร่ละ 5-6 ตัน ปัจจุบันลดเหลือเพียงไร่ละ 2-3 ตัน เท่านั้น ทำให้เกษตรกรชาวไร่มันลำบากมาก ทั้งที่ราคามันสูงแต่ผลผลิตไม่ได้ เนื่องจากเกิดเพลี้ยแป้งระบาดอย่างหนักในขณะนี้

Tags: , , , , , , , , ,

แล้งเยือน! เพลี้ยแป้งระบาดไร่มันสำปะหลังแล้วกว่า 3 หมื่นไร่

มหาสารคาม – หลายพื้นที่ในมหาสารคาม เริ่มประสบภัยแล้ง ่งผลให้เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังเริ่มระบาด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องรณรงค์ใช้ศัตรูธรรมชาติเข้าควบคุมเพื่อไม่ให้ การระบาดขยายวงกว้าง

ที่บ้านดู่เหนื ตำบลหนองเหล็ก อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม นายณรงค์ การนา หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม และศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดขอนแก่น ได้นำตัวแตนเบียนกว่า 1,000 ตัว ปล่อยลงพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกร ซึ่งการปล่อยตัวแตนเบียนเป็นวิธีการป้องกันกำจัดโดยการใช้ศัตรูธรรมชาติควบ ุมการแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกร

พร้อมแนะนำการปลูกมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตสูง และการขยายพันธุ์แตนเบียน เพื่อนำไปปล่อยในแปลงมันสำปะหลังที่พบการระบาดของเพลี้ยแป้งแปลงอื่นๆ

เนื่องจากมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดมหาสารคาม ีพื้นที่ปลูกกว่า 100,000 และมีแนวโน้มที่จะขยายขึ้นอีก เพราะราคามันสำปะหลังสูง ซึ่งอยู่ที่ตันละ 3,400 บาท แต่ปัญหาอุปสรรคในช่วงหนาวเย็นและสภาพอากาศแห้งแล้ง ักพบการแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังระบาดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ล่าสุด พบพื้นที่การระบาดแล้ว กว่า 30,000 ไร่ การใช้ศัตรูธรรมชาติ หรือแตนเบียนช่วยกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังนับเป็นวิธีการควบคุมได้ผลดีใน ระดับหนึ่ง เพียงแต่เกษตรกรทุกรายต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ต่อไป

Tags: , , , , , , , ,

การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบคอนโด | เลี้ยงกุ้งคอนโด

67404 62918 การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบคอนโด | เลี้ยงกุ้งคอนโด

 การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบคอนโด | เลี้ยงกุ้งคอนโด  การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบคอนโด | เลี้ยงกุ้งคอนโด

พฤติกรรมของกุ้งก้ามกรามที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติักจะชอบอาศัย อยู่ตามซอกหิน หรือโขดหินซึ่งใช้พื้นที่ไม่มากนัก กุ้งแต่ละตัวจะมีอาณาเขตของตัวเองอีกทั้งกุ้งก้าม กรามไม่ต้องการพื้นที่ในการดำรงชีวิตมากนัก

จากแนวคิดนี้จึงมีความเป็นไปได้ที่จะนำกุ้งก้ามกรามมาทดลองในขวดพลาสติก ได้ แต่จะต้องยึดหลักการที่สำคัญว่าน้ำที่ใช้เลี้ยงและอาหารจะต้องดี โดยใช้กุ้งก้ามกรามขนาด 20-30 ต่อกิโลกรัมมาเลี้ยงในขวดพลาสติกขนาดบรรจุ 5 ลิตร โดยเลี้ยงขวดละ 1 ตัวใช้ระบบการเลี้ยงในระบบปิด น้ำที่ใช้เลี้ยงจะต้องหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ กุ้งที่ัดมาเลี้ยงจะต้องมีความสมบูรณ์ ขาและก้ามอยู่ครบและไม่มีแผลตามลำตัว ใช้อาหารกุ้งกุลาดำเลี้ยงวันละ 2 ครั้งคื เช้า-เย็น ัตราประมาณ 5% ของน้ำหนักตัวกุ้ง

น้ำที่ใช้เลี้ยงอาจจะใช้น้ำประปาก็ได้แต่จะต้องผ่านขบวนการจนคลอรีนจาก ออกหมดแล้ว ค่า pH ของน้ำ=7-8 จะเหมาะสมทีุ่ด ระบบหมุนเวียนน้ำในเวลา 1 นาทีจะต้องให้น้ำไหลเข้าขวดประมาณ 600-800 ซีซี น้ำที่ล้นออกจากขวดจะไหลตกลงสู่บ่อพักด้านล่างซึ่งสร้างเป็นบ่อคอนกรีตที่มี กรวดและหินช่วยกรองเศษอาหารไว้ ข้อควรระวังในการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามรูปแบบนี้คือถ้าไฟฟ้าดับเกิน 1 ชั่วโมง ทำให้เครื่องสูบน้ำไม่สามารถสูบน้ำ ขึ้นไปหมุนเวียนได้ กุ้งจะตายเพราะขาดออกซิเจน (เกษตรกรที่เลี้ยงจะต้องมีเครื่องปั่นไฟฟ้าสำรอง)

อุณหภูมิของน้ำที่ใช้เลี้ยงคือ 28 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่านี้กุ้งจะกินอาหารน้อยลงมีผลทำให้อัตราการเจริญเติบโตของ กุ้งลดลงไปด้วย การเลี้ยงในรูปแบบนี้จะทำให้กุ้งมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วมาก ในเวลา 1 เดือนจะมีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นเท่าตัว ถ้านำกุ้งก้ามกรามที่มีน้ำหนักตัว 30 กรัม เลี้ยงผ่านไป 1 เดือนจะมีน้ำหนักเพิ่มเป็น 60 กรัม สรุปได้ว่าเมื่อนำกุ้งก้ามกรามขนาด 20-30 ตัวต่อกิโลกรัมมาเลี้ยงในขวดพลาสติกนานประมาณ 5 เดือน กุ้งจะมีขนาดใหญ่มีน้ำหนักเฉลี่ย 3-4 ตัวต่อกิโลกรัม จับขายได้ในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 0 บาท การเลี้ยงกุ้งก้าม กรามในขวดพลาสติกเหมาะสำหรับเป็นอาชีพเสริมและมีพื้นที่น้อย

สำหรับเกษตรกรที่คิดจะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบคอนโดในเชิงพาณิชย์ ควรจะเลี้ยง ใน แม่น้ำและสร้างกระชังเลี้ยง เนื่องจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าไฟฟ้าและการจัดการในเรื่องระบบการ หมุนเวียนของน้ำ ขนาดของกระชังที่แนะนำคือ 25 ตารางเมตร วางตะกร้าเลี้ยงกุ้งได้ 120 ตะกร้า ที่ใช้เลี้ยงจะต้องใช้ตะกร้าพลาสติก ที่มีฝาปิดเพื่อป้องกันกุ้งหลบหนี

ในการแขวนตะกร้าควรจะแขวนเป็นแถวและจะต้องแขวนให้สามารถเคลื่อนไหวได้ อย่ามัดตะกร้าติดกับคานจนแน่น เพราะถ้าตะกร้าไม่มีการเคลื่อนไหวตะกอนในน้ำจะตกค้างที่ก้นตะกร้ามากและการ ถ่ายเทน้ำจะไม่ดีกุ้งจะตายได้ง่าย.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

 การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบคอนโด | เลี้ยงกุ้งคอนโด

 

Tags: , , , ,

การปลูกฟักแม้ว

 การปลูกฟักแม้ว  การปลูกฟักแม้ว  การปลูกฟักแม้ว

ฟักแม้ว (Chayote) ฟักแม้ว,ชาโยเต้ หรือมะเขือเครื เป็นพืชผักทีุ่ณค่าทางอาหารสูง ประกอบด้วย แคลเซียม วิตามินซี และฟอสฟอรั สามารถบริโภคได้ทั้งยอดและผล ปลูกเลี้ยงง่าย โรคและแมลงน้อยมีปลูกมาทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เช่น จังหวัดเลย และเพชรบูรณ์ แต่การบริโภคยังไม่แพร่หลายนัก เนื่องจากผลผลิตยังมีปริมาณไม่มากพอ และมีจำหน่ายเฉพาะแหล่งผลิต สภาพแวดล้อม ฟักแม้วเป็นพืชที่ชอบอากาศหนาวเย็น ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี อุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต ประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส ถ้าต้องการให้ผลผลิตออกมาต่อเนื่องตลอดทั้งปี ต้องมีแหล่งน้ำอย่างพอเพียง

การปลูกและการดูแลรักษา

นำผลที่เห็นว่าแก่เต็มที่แล้ว โดยจะสังเกตเห็นได้จากเมล็ดและรากงอกออกมา แล้วนำไปเพาะลงถุงที่เตรียมไว้ โดยมีส่วนผสมของ แกลบเผา แกลบดิบ ดินร่วน อัตราส่วน 1:1:2 ผสมกับปุ๋ยคอกเล็กน้อยให้ลึกครึ่งผล จนกระทั่งแตกยอดออกมายาวประมาณ 20-35 เซนติเมตร จึงนำไปปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ ที่มีขนาด 50x50x50 ซม. โดยใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร จะทำให้ได้จำนวนต้น 400 ต้น/ ทำค้างสูงประมาณ 2 เมตรให้ 2 วัน/ครั้ง สำหรับดินร่วนปนทราย ถ้าเป็นดินเหนียวควรให้ 4-5 วัน/ครั้ง ให้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 และ 15-15-15 อัตรา -100 กิโลกรัม/ เพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน โดยใส่ปุ๋ยคอกทีมีเปอร์เซ็นต์ของธาตุอาหารสูง เช่น มูลไก่แห้ง ซึ่งมีธาตุอาหารสูง และเพิ่มปุ๋ยหมักเพื่อทำให้ดินร่วนขึ้น และจะทำให้อุ้มน้ำได้ดี โดยเฉพาะในดินทราย และควรมีการตัดแต่งเถา 3-4 ครั้ง/ปี โดยไว้เถาที่สมบูรณ์ ประมาณ 3-5 เถา/ต้น การเก็บเกี่ยว หลังจากปลูกจนถึงอายุ 6 เดือน ฟักแม้วจะเริ่มให้ผลผลิต

การเก็บผล

จะสังเกตได้จากสีของผลมีสีเขียวอ่อน ขนาดของผลปานกลาง มีหนามเล็กน้อย ถ้าเก็บผลผลิตแก่เกินไป ผลจะมีเส้นใยมาก ผลผลิต ประมาณ 100-160 ผล/ต้น/ปี หรือ 25-40 กก./ต้น

Tags: , , , , ,

วิธีปักชํา

การปักชำ ือการใช้่วนต่างๆ ของพืช เช่น ราก ใบ หรื ลำต้น ไปปักชำ และส่วนของพืชเหล่านี้จะเจริญงอกงามเป็นลำต้นต่อไป
การปักชำเป็นวิธีขยายพันธุ์พืชที่ดีวิธีหนึ่งซึ่งมีข้อดี ดังนี้
1. ประหยัดค่าใช้จ่าย
2. ขยายพันธุ์ได้ปริมาณมาก
3. ทำได้ง่ายโดยไม่ต้องอาศัยเทคนิคหรือความสามารถมาก
4. ต้นพืชเจริญเติบโตเร็ว โดยใช้ระยะเวลาไม่นาน
5. พืชต้นใหม่ที่ได้จะมีลักษณะเหมือนต้นเดิมทุกประการ

วัสดุที่ใช้ในการปักชำ
กระบะ ดิน ทราบ แกลบ ปุ๋ยคอก ขุยมะพร้าว ใบไม้ผุ

การปักชำสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

 วิธีปักชํา  วิธีปักชํา

1. การปักชำราก เป็นการเอารากของพืชมาปักชำ อาจปักลงไปในดิน ในทราย หรือในเถ้าแกลบก็ได้ เพื่อส่วนของรากนั้นงอกเป็นลำต้นต่อไป พืชที่ใช้รากปักชำ เช่น ันเทศ สน สาเก เข็มอินเดียเป็นต้น วิธีการชำรากทำได้ ดังนี้
1.1 ตัดรากไม้ออกเป็นท่อนๆ
1.2 วางรากบนดิน การปักชำรากไม่นิยมปักในแนวตั้ง แต่นิยมวางในแนวนอน หรือวางในแนวเฉียงเล็กน้อย
 วิธีปักชํา  วิธีปักชํา
2. การปักชำใบ โดยทั่วไปแล้วใบจะแตกเป็นกิ่งไม่ได้ แต่มีพืชบางชนิดสามารถนำใบมาปักชำให้เจริญเติบโตเป็นต้นต่อไปได้ เช่น ลิ้นมังกร กุหลาบหิน คว่ำตายหงายเป็น เป็นต้น การปักชำใบมี 4 วิธี

วิธีที่ 1 การปักชำโดยใช้ใบ
ให้ นำใบที่ไม่ใช่ใบอ่อนมาตัดเป็นส่วนๆ หรือทั้งใบแล้วนำไปวางเป็นวัสดุ เช่น ทราย หรือดิน โดยให้ด้านบนของใบหงายขึ้น พืชที่นิยม เช่น คว่ำตายหงายเป็น กุหลาบหิน

วิธีที่ 2 การปักชำโดยใช้ก้านใบ
ให้ตัดก้านใบให้หลุดออกจากกิ่งแล้วนำไปปักชำก็จะเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ได้ เช่น กุหลาบหิน

วิธีที่ 3 การปักชำโดยใช้ก้านใบที่ส่วนของกิ่ง
ให้ เอาใบมา โดยเฉือนส่วนของกิ่งให้มีตาติดมาด้วย (มิใช่นำมาทั้งกิ่ง) แล้วนำไปปักชำ ส่วนตาที่ติดมากับกิ่งก็จะเจริญเติบโตเป็นต้นต่อไป วิธีนี้นิยมใช้ ฟิโลเดนดรอน ต้นยางอินเดีย

วิธีที่ 4 การใช้ใบติดกิ่งมาปักชำ
ให้ ตัดกิ่งที่จะนำมาปักชำ โดยกิ่งนั้นต้องมีตาเดียว และมีใบติดมาด้วยแล้วนำส่วนของกิ่งบางส่วนปักลงในดินให้ใบ และกิ่งส่วนหนึ่งโผล่ขึ้นมา เพียงเล็กน้อย พืชที่นิยมขยายพันธุ์แบบนี้ ได้แก่ ฟิโลเดนดรอน

การปักชำกิ่ง
เป็นวิธีที่นิยมกันมากและทำกัน มานานแล้ว เราไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันกับวัสดุที่ใช้ในการปักชำมากนัก ปัจจุบันนิยมกัน แพร่หลายเพราะประหยัดค่าใช้จ่าย ใช้ระยะเวลาสั้น และได้ลักษณะพันธุ์เดิม การปักชำกิ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท
1. การปักชำกิ่งประเภทที่มีเนื้ออวบน้ำ เช่น ฤาษีผสม กิ่งชนิดนี้จะอ่อน บอบบาง และช้ำง่าย ฉะนั้นจึงต้องการความประณีต ในการปฏิบัติ คือต้องระวังในเรื่องความชื้น แสง และอุณหภูมิ
2. การปักชำกิ่งที่มีความแข็งของเนื้อไม้ปานกลาง เช่น ว่านกวนอิม อายุของกิ่งประมาณ 3 – 6 เดือน ผิวเปลือกของกิ่งมี สีอมเขียว ยังไม่เป็นสีน้ำตาล กิ่งประเภทนี้มีเนื้อไม้อ่อนไม่แข็งแรงนัก ฉะนั้นจึงควรระมัดระวังเรื่องน้ำ อุณหภูมิ และแสงสว่างให้มาก เพราะกิ่งประเภทนี้จะเหี่ยวแห้งได้ง่าย
2. การปักชำไม้ที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไป วิธีนี้นิยมกันมาก การเลือกกิ่งไม้ที่จะนำมาปักชำ ควรเลือกกิ่งที่มีสีน้ำตาล ก่อนปักชำควร ปักกิ่งชำให้มีตาอย่างน้อย 2-3 ตา การตัดควรตัดเป็นท่อน ๆ ขนาด ยาว 6-8 เซนติเมตร การตัดท่อนปลายกิ่งให้ตัดเหนือข้อ ส่วนท่อนโคนให้ตัดต่ำกว่าข้อ โดยตัดให้เฉียง เราไม่ควรตัดตรงข้อพอดี เพราะจะทำให้กิ่งสูญเสียอาหารไป นอกจากนี้ บริเวณข้อยังมีเนื้อเยื่อ อัดตัวแน่นและแข็งแรง ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำในกิ่งได้เป็นอย่างดี
 วิธีปักชํา  วิธีปักชํา
การเตรียมกระบะชำ
ควร ทำกระบะ ขนาดกว้าง เซนติเมตร ยาว เซนติเมตร สูง 20 เซนติเมตรชั้นล่างวางอิฐหรือกรวด ชั้นบนใส่ทรายหยาบหรือเถ้าแกลบให้เหลือขอบกระบะไว้ 5 เซนติเมตร รดน้ำให้ชุ่มการปักชำกิ่ง หรือยอด ควรหาไม้สำหรับใช้ในการนำร่องก่อน ปักทำมุม 45 องศา แล้วจึงนำกิ่งที่จะปักชำใส่ลงไป ให้ส่วนโคนที่ตัดเป็นรูปเฉียงตรงรอยตัดคว่ำลง ให้ส่วนยอดโผล่พ้นวัสดุชำอย่างน้อย 1-2 ตา การดูแลกิ่งชำ รดน้ำกิ่งชำให้ชุ่ม เช้า เย็น ทุกวันจะช่วยให้กิ่งปักชำออกรากได้ดี เมื่อปักชำไปได้ประมาณ 3-4 สัปดาห์ รากจะงอก จึงย้ายไปปลูกในแปลง หรือในกระถางที่เตรียมไว้โดยใช้ช้อนปลูกแซะ หรือตักไปปลูก

Tags: ,



เว็บไซต์เพื่อนบ้าน ทั้งหมด



ยินดีต้อนรับเพื่อนบ้าน

<a href="http://kasetonline.com/" target="_blank" ><img alt="All About Agriculture" src="http://kasetonline.com/images/banner88x31-kasetonline.gif" border="0" width="88" height="31"></a>

นำ code ของเราไปวาง
และส่ง code มาให้เราที่
webmaster@kasetonline.com

ถ้าสะดวกแลก banner ที่หน้าแรก
เรายินดีติดที่หน้าแรกเช่นกันครับ
ฟรี !!! ไม่เสียเงินครับ


• Thai Airline
    • Phuket Airline
    • Rc Hlicopter for sale
    • How to Control Helicopter
    • Cheapest Rc Hlicopter
    • Thailand Trends
    • Airline Jobs/career
    • Thai Movies
    • Study Abroad
    • Thailand Amulets
    • Thai Food
    • Thailand Photo
    • Thailand Travel
    • Agricultural in Thailand
    • All Seminar in Thialand
    • Hotels/Resorts News
    • Thailand Situation Updated
    • Thailand Real Estate
    • Thailand Network
    • Thailand Trees
Thailand Information
    • 7 Romantic Places In Bangkok
    • Accomodation
    • Activities
    • Candle Festival parade
    • Communication
    • DINNING
    • Entertainment
    • King of Thailand
    • MAP OF THAILAND
    • POLITIC
    • Real Time flight Schedules
    • Regions of Thailand
    • Retirement Visa in Thailand | Finance
    • Shopping
    • Special Interest
    • Sports
    • Thai Culture
    • THAI SOCIAL STRUCTURE
    • Thailand In Brief
    • Thailand’s Rainy Season
    • Transportation
    • Useful Information
    • Visas & Regulations
    • WEATHER
Markets & Money

    • credit card
    • Exchange Rate
Event & Festival
    • Buffalo Village in Thailand
    • Candle Festival parade
    • Dok Krachiao Blooming Festival
    • Flowers monks Festival.
    • Hua Hin Jazz Festival
    • Hua Hin Thailand | Thailand Travel Guide
    • Krabi Rock&Fire International Contest
    • LA F�TE 2010
    • Lee Pe Island Ship Buoying Festival
    • Mercedes Trophy Junior Golf Master Final
    • Phuket Music Festival
    • The Candle Festival
    • The Royal Ploughing Ceremony
    • Vesak 2010 (Visakha Bucha Day)
    • Yasothon Bun Bangfai Rocket Festival
Business In Thailand
    • Economic
    • Export
    • Important Contact
    • Regulations
    • Start Business in Thailand
    • Taxation
Thailand History
    • Ancient Civilizations
    • Ayutthaya
    • Classical Era
    • Democracy
    • End of Absolute Monarchy&Military rule
    • Initial states of Thailand
    • King of Thailand
    • Sukhothai and Lanna
    • Thonburi and Bangkok period
Other
    • Advertise
    • Events
    • Flight Reservation
    • Job
    • Link Exchange
    • Shopping
    • Weather
    • World Time
Travel Review
    • Ancient City
    • Buffalo Village in Thailand
    • Flowers monks Festival.
    • One Day Trip
    • The Erawan Museum

Facebook