10 อันดับ เมฆที่หาดูได้ยาก :-))
10 )

9 )

8 )

7 )

6 )

5 )

4 )

3 )

2 )

1 )

10 )

9 )

8 )

7 )

6 )

5 )

4 )

3 )

2 )

1 )

ท่องเที่ยว จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม
วันที่ 20 ธันวาคม 2551 – 4 มกราคม 2552 เวลา 9.00 -17.00 น.
ณ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ต. ตะขบ อ. ปักธงชัย จ. นครราชสีมา
เก็บเกี่ยวธรรมชาติผสานวัฒนธรรมอีสาน ในบรรยากาศลมหนาวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ณ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จ.นครราชสีมา
จิม ทอมป์สัน ฟาร์มพร้อมเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ที่จะถึงนี้ ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2551 – 4 มกราคม 2552 เวลา 9 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น ณ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ต. ตะขบ อ. ปักธงชัย จ. นครราชสีมา ด้วยวิถีธรรมชาติกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวอีสาน กิจกรรมและการแสดงแบบอีสานดั้งเดิม อิ่มอร่อยกับอาหารอีสาน และสนุกสนานกับการเลือกซื้อผัก ผลไม้สดๆ จากฟาร์ม
จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ได้จัดแบ่งพื้นที่เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ออกเป็น 6 ส่วน ดังนี้
จุดที่ 1 ซุ้มจำหน่ายผลผลิต
จิม ทอมป์สัน ฟาร์มขอต้อนรับผู้เข้าชมทุกท่านด้วยนิทรรศการผักผลไม้ ซึ่งจัดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบและมีกิจกรรมการเกษตรเป็นงานอดิเรก โดยหลังจากเพลิดเพลินกับการเลือกซื้อผลผลิตการเกษตร ไม้ดอกไม้ประดับ และพริกหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ พริกเจ็ดสีที่มีสีสันและความหอมเป็นเอกลักษณ์แล้ว ผู้เข้าชมสามารถรับประทานอาหารตามอัธยาศัยก่อนขึ้นรถเพื่อชมความงามของจุด ต่าง ๆ ต่อไป
จุดที่ 2 ฟาร์มเห็ด และไม้ดอกเมืองหนาว
หลังจากอิ่มเอมกับการเลือกซื้อผักผลไม้หลากหลายชนิดแล้ว ผู้เข้าชมจะเข้าสู่จุดที่ 2 เพื่อชมความน่ารักของหนอนไหม เลือกเก็บเห็ดหลากหลายสายพันธุ์ ชมการปลูกผักแบบไร้ดินและเก็บภาพประทับใจท่ามกลางไม้ดอกเมืองหนาวหลากสีสัน และความอลังการของต้น Silver Fall โดยผู้เข้าชมสามารถเลือกซื้อผักสดและไม้ดอกติดไม้ติดมือได้ตามอัธยาศัยก่อน เข้าสู่จุดถัดไป
จุดที่ 3 หมู่บ้านอีสานและหมู่บ้านโคราช
ชื่นชมสถาปัตยกรรมบ้านอีสานที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน สัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี การแสดงของชาวอีสาน หมอดูพื้นบ้าน สปาบ้านทุ่ง และอิ่มอร่อยกับอาหารอีสานรสชาติดั้งเดิม พร้อมชมทุ่งข้าวและกระบวนการผลิตข้าวแบบพื้นบ้าน พร้อมเลือกซื้อข้าวอินทรีย์พื้นบ้านได้ ณ จุดนี้
จุดที่ 4 ทุ่งทานตะวัน และจุดจำหน่ายฟักทองนานาพันธุ์
ทุ่งทานตะวันพร้อมบานสะพรั่งต้อนรับผู้เข้าชมสู่จุดที่ 4 ของจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ซึ่งนอกจากจะมีเขาวงกตทานตะวันให้เด็ก ๆ ได้ผจญภัยอย่างสนุกสนานแล้ว ผู้เข้าชมจะได้ตื่นตาตื่นใจกับฟักทองแสนสวยและอร่อยหลากหลายสายพันุธ์นับ หมื่นผล รวมทั้งฟักทองยักษ์สีสันสดใสให้เก็บภาพประทับใจและเลือกเพ้นท์ภาพเป็นที่ ระลึก สนุกสนานกับการชิมฟักทอง และเลือกเก็บผลผลิตจากแปลงด้วยตนเอง
จุดที่ 5 จุดชมวิว
สัมผัสความงามแห่งธรรมชาติในอ้อมกอดอ่างเก็บน้ำลำสำลายซึ่งทอดอยู่ทางทิศ ตะวันตกของจิม ทอป์สันฟาร์มได้ที่จุดชมวิว และร่วมเก็บภาพความทรงจำกับทัศนียภาพอันสวยงามก่อนอำลาจิม ทอมป์สัน ฟาร์มด้วยจุดที่ 6 ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของการเดินทาง
จุดที่ 6 แปลงผักไร้สาร
จิม ทอมป์สัน ฟาร์มได้เตรียมจุดสุดท้ายของจิม ทอมป์สัน ฟาร์มทัวร์ด้วยแปลงผักไร้สาร ซึ่งผู้เข้าชมสามารถเลือกเก็บผักจากแปลงได้ตามอัธยาศัย ก่อนพากลับไปยังจุดแรก ซึ่งสามารถพักรับประทานอาหารและเลือกซื้อผักผลไม้สดและผลิตภัณฑ์แปรรูปเป็น ของฝากและของที่ระลึกจากการเดินทางอันแสนอบอุ่นของจิม ทอมป์สัน ฟาร์มทัวร์
ในปี พ.ศ. 2531 จากอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมาอันเลื่องชื่อในเรื่องผ้าไหมไปเพียง 25 กิโลเมตร จิม ทอมป์สัน ฟาร์มได้ถือกำเนิดขึ้นบนพื้นที่กว่า 600 ไร่บนเชิงเขาพญาปราบ ตำบลตะขบ โดยเริ่มจากเป็นแหล่งผลิตไข่ไหมจำหน่ายให้สมาชิกเกษตรกรเพื่อรับซื้อรังสดใน การผลิตเส้นไหม และเป็นพื้นที่ปลูกหม่อนอันเป็นอาหารหลักของหนอนไหม และเมื่อย่างเข้าปี พ.ศ. 2544 จิม ทอมป์สัน ฟาร์มจึงได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรปีละครั้งในเดือนธันวาคมให้ บุคคลทั่วไปที่หลงใหลในธรรมชาติได้ชื่นชมบรรยากาศอันงดงามและเรียนรู้ ประสบการณ์ด้านการเกษตร พร้อมเรียนรู้วงจรชีวิตของหนอนไหม ชมแปลงพืชผักและดอกไม้สีสวยสดนานาชนิด รวมถึงเลือกซื้อไม้ดอกไม้ประดับและผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษซึ่งปลูกด้วย ความเอาใจใส่จากเหล่าเกษตรกรของจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม
ปี พ.ศ. 2550 จิม ทอมป์สันได้ริเริ่มนำบ้านอีสาน อันเป็นสถาปัตยกรรมไทยอีสานที่เป็นเอกลักษณ์มารวบรวมไว้บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ อาทิ บ้านโคราช บ้านภูไท และเรือนเหย้า ซึ่ง “หมู่บ้านอีสาน” แห่งนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดต้อนรับนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในสถาปัตยกรรม อันทรงคุณค่าและวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของภาคอีสาน โดยมีการจำลองวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี การละเล่น อาหารการกิน และการประกอบอาชีพของชาวบ้านในอดีตให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความเป็นอยู่ ของชาวอีสานอันเรียบง่ายและพอเพียง ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2551 จิม ทอมป์สันยังได้สร้างและรวบรวม “หมู่บ้านโคราช” เพิ่มในบริเวณใกล้เคียง เพื่อเป็นการสะท้อนสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของภาคอีสานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ปัจจุบันจิม ทอมป์สัน ฟาร์มยังคงเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นประจำทุกปีในเดือนธันวาคมจนถึงต้น เดือนมกราคม ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรม ซึ่งสร้างความสุขและประสบการณ์อันแปลกใหม่ให้ทั้งผู้เข้าชม และเกษตรกรของจิม ทอป์สัน ฟาร์ม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองบริการทัวร์ได้ที่
โทร: 02-216-7368, 02-612-6740, 085-660-7336
แฟกซ์: 02-762-2569, 044-373-117
E-mail: farmtour@jimthompson.com
http://www.jimthompson.com
งานเกษตรแฟร์ 2554 ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน
วันที่ 28 มกราคม 2554 – 5 กุมภาพันธ์ 2554
ณ บริเวณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน
ส่วนที่ 1 ต้นไม้ (Plant Zone)
ส่วนที่ 2 สัตว์เลี้ยง (Pet Zone)
ส่วนที่ 3 สินค้าเกษตร (Agricultural Product Zone)
ส่วนที่ 4 ตลาดติดแอร์ (Air Condition Zone)
ส่วนที่ 5 เทคโนโลยีการเกษตร (Agricultural Machinery Zone)
ส่วนที่ 6 หนังสือ (Book Zone)
ส่วนที่ 7 ศูนย์อาหาร (Food Zone)

http://210.1.61.28/~kokhun/modules.php?name=100_Topic
นกกรงหัวจุก ที่เราๆท่านๆ นำมาแข่งขันประชันเสียงกันนั้น มีตำนานเล่าสืบต่อกันมา และมีหนังสือบางเล่ม ได้เขียนเอาไว้ว่าชนชาติแรกที่นำนกปรอดหัวจุกมาเลี้ยงคือชาวจีน เมื่อประมาณ พ.ศ.2410 คนจีนได้นำนกปรอดหัวจุกมาเลี้ยงแทนนกโรบิ้น ที่คนจีนส่วนใหญ่นิยมนำมาใส่กรงพาเดินไปตามถนนหรือนั่งร้านกาแฟ หรือไปหาเพื่อนๆที่รู้ใจและเลี้ยงนกเหมือนกัน และเจ้านกโรบิ้น มักจะเป็นนกที่ตกใจง่ายและตื่นคน บางครั้งตกใจมากจนถึงขั้นช๊อคตายคากรง ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ชาวจีนกันมาเลี้ยงนกปรอดหัวจุกหรือนกหัวจุกกันอย่าง แพร่หลาย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
นกกรงหัวจุกมีถิ่นอาศัยอยู่ในแถบประเทศที่มีอากาศร้อนชื้น ในทวีปเอเซีย พบได้ ประเทศจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว ส่วนใหญ่ เราจะพบนกชนิดนี้ได้ทั่วทุกภาคของประเทศ
นกกรงหัวจุกเป็นที่นิยมของคนภาคใต้มายาวนาน โดยได้รับอิทธิพลมาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย นั่นคือการแข่งขันประชันเสียงเพลงที่มีลีลาการร้องของสำนวนเสียง ในนกแต่ละตัวว่าใครจะเหนือกว่ากัน แต่ในสมัยก่อนของภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดสตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส กระบี่ นครศรีธรรมราช นิยมนำนกกรงหัวจุกมาชนกันหรือตีกันเหมือนกับการชนไก่ คือเอานกมาเทียบขนาดให้ใกล้เคียงกันแล้วจับใส่กรงกลางที่มีขนาดใหญ่แล้ว ปล่อยให้นกทั้งสองตัวไล่จิกตีกันภายในกรงจนกว่าจะรู้แพ้รู้ชนะ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่านกปรอดหัวจุก มีนิสัยดุร้ายและชอบไล่จิกและตีกัน ตามธรรมชาติอยู่แล้ว
การแข่งขันนกกรงหัวจุกได้มาเปลี่ยนแปลงไปเมื่อประมาณปี พ.ศ.2515 เพราะว่าชาวจังหวัดสงขลา มีแนวความคิดที่จะเปลี่ยนจากการตีกันมาเป็นแบบแข่งขันประชันเสียง โดยเอาแบบมาจากการแข่งขันของนกเขาชวา คือนำนกป่าที่ต่อมาได้นำมาเลี้ยงและฝึกให้เกิดความเชื่องกับคนเลี้ยงหรือ เชื่องกับผู้ที่เป็นเจ้าของ พร้อมกับฝึกให้นกมีความสามารถในการร้องในลีลาต่างๆ ตามแต่ที่นกในแต่ละตัวจะทำได้ และผู้เล่นนกกรงหัวจุกก็เริ่มเปลี่ยนการละเล่นที่นำนกมาตีกัน มาเป็นอย่างเดียวกันกบนกเขาชวา คือการเล่นฟังเสียงอันไพเราะของนก จากนั้นการแข่งขันประชันเสียงของนกกรงหัวจุกก็เริ่มมีผู้นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จึงได้จัดให้มีการแข่งขันขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.ศ. 2519 ที่สนามบริเวณหลังสถานีรถไฟเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งในการจัดครั้งนั้นถือว่าเป็นรายการใหญ่ที่สุดในยุคนั้น และได้ยกเลิกการแข่งขันนกกรงหัวจุกในแบบตีกัน ต่อมาเมื่อประมาณ พ.ศ.2520 ทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้จัดให้มีการรวมกลุ่มผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุก โดยจัดตั้งขึ้นเป็นชมรม ซึ่งทำให้ทุกวันนี้มีชมรมต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย
กรุงเทพมหานคร ได้มีการเล่นนกกรงหัวจุก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2524 โดยมีกลุ่มคนทางภาคใต้นำเอากีฬาชนิดนี้เข้ามาเผยแพร่ให้เป็นทีรู้จักและได้ จัดให้มีการแข่งขัน ขึ้นเป็นครั้งแรกที่ตลอดสวนจตุจักร และนับแต่นั้นมากระแสความนิยมแข่งขันประชันเสียงของนกกรงหัวจุกก็ได้รับความ นิยมสืบมาจนถึงปัจจุบัน
:: หัวจุกระยอง – huajuckrayong.com


กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายนมไทย-เดนมาร์ค กำหนดจัดงาน”เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ประจำปี 2554 ขึ้น ระหว่างวันที่ 5 -13 มกราคม 2554 ตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. ณ บริเวณเขาตาแป้น อ.ส.ค. อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ที่ได้พระราชทานกำเนิดอาชีพการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย และเพื่อแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของ ประเทศ โดยงานเทศกาลครั้งนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานในวันที่ 5 มกราคม 2554
“เทศกาลโคนมแห่งชาติ” ประจำปี 2554 อ.ส.ค. ได้มีการจัดกิจกรรม โดยได้มีการแบ่งพื้นที่การเรียนรู้ออกเป็นโซนต่างๆ อาทิ
- โซนแสดงนิทรรศการ อ.ส.ค. ภายใต้แนวคิด “โคนมไทยสดใส แข่งขันได้ ด้วยใจเดียวกัน
- โซนประกวดโคนมชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
- โซนการเรียนรู้กิจกรรม Milk Festival ของนมไทย-เดนมาร์ค ณ บริเวณลานเวทีกลาง ,
- กิจกรรมการแสดงของนักเรียนจากโครงการ มิราเคิล ออฟ ไลฟ์ (Miracle of Life) และโรงเรียนมวกเหล็กวิทยาคม,
- กิจกรรมการประกวดสิ่งประดิษฐ์จากกล่องนม,
- กิจกรรมการประกวดร้องเพลง,
- กิจกรรมการแข่งขันนำเสนอแนวคิด (ปาฐกถา) ระดับอุดมศึกษา ในหัวข้อ “นมไทย แข่งขันได้ หัวใจเดียวกัน”ฯลฯ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงนิทรรศการและ ออกร้านจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และนักศึกษา ซึ่งจะมีสินค้าอุปโภค-บริโภค และสินค้าที่เป็นของ Handmade ราคาถูกมาวางจำหน่ายภายในงานดังกล่าวด้วย สำหรับเวทีใหญ่ในยามค่ำคืนของทุกวัน ท่ามกลางเมืองคาวบอย และการประกวดคาวบอย-คาวเกิร์ล พบกับ คอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องชื่อดังมากมาย ได้แก่
5 มกราคม 2554 คอนเสิร์ต วง มาลีฮวนน่า
6 มกราคม 2554 คอนเสิร์ต วง เสียงอีสาน
7 มกราคม 2554 คอนเสิร์ต ศิลปิน เสก โลโซ
8 มกราคม 2554 คอนเสิร์ต วง วาเลนไทน์
9 มกราคม 2554 คอนเสิร์ต ศิลปิน ธันวา ราศีธนู ปะทะ วงโซคูล
10 มกราคม 2554 คอนเสิร์ต ศิลปิน พงสิทธิ์ คัมภีร์
11 มกราคม 2554 คอนเสิร์ต วง แคลซ
12 มกราคม 2554 คอนเสิร์ต วง ลาบานูน
13 มกราคม 2554 คอนเสิร์ตสุดยอดลำซิ่ง บัวผัน กังโส ปะทะ ศรีจันทร์ วีศรี
สำหรับงาน “เทศกาลโคนมแห่งชาติ”เป็นงานที่มีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยภายใต้งานดังกล่าวจะเป็นจุดรวมตัวในการแสดงความรู้ ความสามารถ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนม ในการนำสายพันธุ์โคนมที่ดีที่สุดมาแสดงไว้ในงาน นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ของแหล่งรวบรวมข้อมูล ความรู้ทางด้านวิทยาการทางการเกษตรและนวัตกรรมการผลิตนมของผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมนมของไทยในหลายๆแบรนด์ และเลือกซื้อสินค้าเกษตร-โอทอป มากมาย

ไม้ดอกอลังการงานวังน้ำเขียว สวิสเมืองไทย (ไทยโพสต์)
วังน้ำเขียว-สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย จัดงานใหญ่กรุ่นไอหมอก งานแสดงไม้ดอกสุดอลังการ เนรมิตเนินเขาไร่ข้าวโพด 69 ไร่เป็นดินแดนแห่งศิลปะดอกไม้ คาดดึงนักท่องเที่ยวได้ไม่ต่ำกว่า 7 แสนคน
มีรายงานจากจังหวัด นครราชสีมาว่า สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย โดยนาย อนันต์ ดาโลดม นายกสมาคม ร่วมกับสภากาชาดไทย พร้อมภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชน เตรียมที่จะจัดมหกรรมแสดงดอกไม้สุดยิ่งใหญ่ในรูปแบบงานศิลปะครั้งสำคัญของ เมืองไทย ภายใต้ชื่องาน “วังน้ำเขียว ฟลอร่า แฟนตาเซีย-มหัศจรรย์งานศิลป์ดินแดนแห่งความสุข” ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 20 ธันวาคม 2553 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2554 บนพื้นที่ 69 ไร่ ซึ่งเดิมทีเป็นไร่ข้าวโพด ตั้งอยู่บริเวณแยกวัดโพธิ์เฉลิมพระเกียรติ (ทางหลวงหมายเลข 3052 วังน้ำเขียว-เขาแผงม้า กิโลเมตรที่ 9) ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา โดยเนรมิตพื้นที่ดังกล่าวให้กลายเป็นทุ่งดอกไม้นานาพันธุ์นับหลายร้อยสาย พันธุ์จากทั่วทุกมุมโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคมนี้ การเตรียมงานดังกล่าวได้ลุล่วงไปแล้วกว่า 95% เหลือเพียงการเก็บรายละเอียดอีกเพียงเล็กน้อย ซึ่งนายอนันต์ ดาโลดม กล่าวว่า ส่วนต่าง ๆ ที่จัดแสดงภายในงานนั้น เริ่มต้นด้วยการเนรมิตศิลปะกลางหุบเขาให้เป็นสวน จิตรกรรมธรรมชาติท่ามกลางขุนเขาและสายหมอก หรือเรียกได้ว่าเป็นทั้งศาสตร์ทั้งศิลป์อย่างกลมกลืนสุดยอดความสวยงามของมวล ดอกไม้หลากหลายบนเนื้อที่ 69 ไร่ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่สวนจิตรกรรมธรรมชาติเทคนิค Vertical Garden ซึ่งทางสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยร่วมกับศิลปินชั้นนำจากประเทศไต้หวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดสวนดอกไม้ Vertical Garden หรือการจัดสวนแบบแนวตั้ง ได้จำลองภาพอลังการดุจภาพวาดจากปลายพู่กันและถังสีขนาดยักษ์ ด้วยเขาวงกตดอกไม้กว่า 200,000 กระถาง ดอกไม้ปลูกและหว่านกว่าล้านเมล็ด จุดชมวิวและถ่ายภาพมุมสูงใช้งบประมาณกว่า 30 ล้านบาท มีพันธุ์ดอกไม้ที่ใช้ในงานรวมเกือบ 100 สายพันธุ์ มาจากทั่วทุกมุมโลก
ผู้ที่จะเข้าชมเสียบัตรผ่านประตูในวันธรรมดาคนละ 100 บาท ส่วนวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ คนละ 200 บาท รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนร่วมสร้างอาคารภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 8 สภากาชาดไทย จังหวัดนครสวรรค์
นายอนันต์กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้นอกจากจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาท่องเที่ยวใน อำเภอวังน้ำเขียวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปีนี้ได้อย่างมากแล้ว ยังจะเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ได้หันมาปลูกไม้ดอกต่าง ๆ เพื่อให้เกิดอาชีพใหม่และมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งนี้ ภายหลังจากเสร็จสิ้นการจัดงานระหว่างวันที่ 20-28 ธ.ค. 2553 แล้ว สวนและผลงานต่าง ๆ จะยังคงอยู่บนพื้นที่แห่งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ชมไปจนถึง สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าอีกด้วย
ขณะที่นายเสมอ จินดาพงษ์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมจังหวัดนครราชสีมา คาดหมายว่า ตลอดระยะ เวลาที่มีการจัดงานน่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวชมงานนี้ไม่ต่ำ กว่า 7 แสนคน ซึ่งจะทำให้อำเภอวังน้ำเขียวมีเงินสะพัดจากธุรกิจการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท โดยคิดจากรายได้ต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีการใช้ จ่ายหัวละประมาณ 1,500 บาท