ทุก ๆ เรื่องเกี่ยวกับการเกษตร
27 ส.ค.
เลี้ยงไส้เดือนสีน้ำเงิน ตากแห้งส่งขายต่างประเทศ

การบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของดิน…คนโบราณจะดูปริมาณ “ไส้เดือนดิน” แล้วนำมาคำนวณให้เป็นมาตรที่สามารถบ่งบอกได้อย่างแม่นยำดีเยี่ยม
ไส้เดือน…ดัชนีวัดค่าของดินนี้ทั่ว โลกมีอยู่หลาก หลายสายพันธุ์ หลายขนาด ซึ่งแล้วแต่ถิ่นที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม และสายพันธุ์ที่มีการส่งเสริม ให้เพาะเลี้ยงมากที่สุดได้แก่ ไส้เดือนสี น้ำเงิน หรือ ไส้เดือนเอเชีย (Blue wom in dian Blue และ Malasian Blue) เป็นไส้เดือนเขตร้อน
ในบ้านเราจะพบตามธรรมชาติกระจัด กระจายตามพื้นที่อันกว้างใหญ่ อาศัยอยู่หน้าดิน มีลำตัวผอมแต่ยาว เมื่อโตเต็มที่ประมาณ 6 นิ้ว ลำตัวมีสีม่วงเข้มมองเห็นเป็นประกายสีน้ำเงิน มีการเคลื่อนไหวว่องไวมาก
ไส้เดือน จัดอยู่ในสัตว์จำพวกกินทั้งพืชและสัตว์ ซึ่งอาหารที่โปรดปรานชอนไชมากที่สุด ก็คือ เศษใบไม้ และพืชผัก นอกจากนี้มันยังกินซากของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่เน่าเปื่อย รวมทั้งสัตว์เล็กๆ อย่างแมลงและตัวอ่อนของแมลง เช่น หนอนเจาะลำต้นลองกอง หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนกระทู้หอม
…การ “ชอนไช” ที่หลายคนรู้สึกขยะแขยง กลับสร้างประโยชน์ด้วยการทำให้คุณสมบัติทางกายภาพของดินให้ดีขึ้น คือทำให้ดินโปร่งร่วนซุย ไม่แน่นทึบและแข็ง เกิดการถ่ายเทอากาศภายในดินดีขึ้น เพิ่มช่องว่างในดิน…
และอีกหนึ่งคุณค่า “ไส้เดือน” ยังสามารถนำไปใช้ช่วย “กำจัดขยะ” ว่ากันว่า จำนวนไส้เดือน 1,200 ตัว จะสามารถย่อยสลายขยะ 1 กก. โดยใช้เวลาเพียงแค่ 4 วันเท่านั้น และยังพบว่า ไส้เดือนจะมีสารเคมีบางชนิดช่วยในการรักษาโรคหัวใจ ทำให้หัวใจแข็งแรง
ในถิ่นแดนมังกร บนผืนแผ่นดินใหญ่จะเน้นอาหารในรูปแบบ “โด๊ป” เชื่อกันว่าใช้เป็นอาหารที่ใช้ บำรุงกำลัง ยาบำรุงทางเพศ แก้โรคช้ำใน ประเทศนิวซีแลนด์ ถือว่าเมนูอาหารที่ทำจากไส้เดือนดินเป็นอาหารที่หรูหราและแปลก แม้แต่ญี่ปุ่นก็เคยนำไส้เดือนดินมาทำพาย
ส่วนในบ้านเราที่เห็นเป็นรูปธรรมมาก ที่สุดก็คือ การเลี้ยงเพื่อนำมาทำเป็นไส้เดือนตากแห้ง ป่นใช้เป็นส่วนผสมเพื่อนำมาใช้เลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจจำพวกสัตว์ปีก ปลา กบ และหมู เนื่องจากไส้เดือนมีโปรตีนที่สูงมาก
จากคุณประโยชน์ที่มากหลาย…ส่งผลให้ ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มทำอุตสาหกรรมเพาะพันธุ์ไส้เดือน เพื่อส่งออกอย่างจริงจัง โดยประเทศที่นำเข้าไส้เดือนมากที่สุดคือกลุ่มสหภาพยุโรป และจีน…ส่วนประเทศที่ส่งออกไส้เดือนมากที่สุดคือประเทศสหรัฐอเมริกา
สำหรับบ้านเราเริ่มหันมาเพาะพันธุ์เพื่อการส่งออกกันบ้างแล้ว… เพราะราคาส่งแห้งถูกๆก็ปาเข้าไปหลักพันแล้วละคุณขา.
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 3 กรกฎาคม 2550
27 ส.ค.
เปิดโมเดล”เจริญ”รุกเกษตร งัดสต๊อกที่ดินแสนไร่ปลูก”ยาง-อ้อย-ข้าว-ปาล์มน้ำมัน”
เปิด ตัวธุรกิจ Plantation สวนเกษตรกรรมขนาดใหญ่ของเจ้าสัวเจริญในนาม บริษัท เทอราโกร จากการต่อยอดพัฒนาที่ดินในเครือทีซีซีแลนด์ทั่วประเทศ ลงมือเนรมิตทั้งสวนยางพารา 100,000 ไร่ อ้อย 20,000 ไร่ ทำแปลงเมล็ดพันธุ์ข้าว สวนส้ม ข้ามเข้าไปใน สปป.ลาว-เขมร ปลูกกาแฟอาราบิก้า ปาล์มน้ำมัน เตรียมลงทุนครั้งใหญ่สร้างโรงงานแปรรูปรองรับผลผลิต
นาย วินิจ วสุนธราธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอราโกร จำกัด ในเครือกลุ่มบริษัทพรรณธิอรซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงการดำเนินการของบริษัทในปัจจุบันว่า บริษัทวางเป้าหมายที่จะสร้างผลผลิตทางการเกษตรในกลุ่มให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยเชื่อมโยงกับบริษัทในเครือพรรณธิอร ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตปุ๋ย โรงงานน้ำตาล และอุตสาหกรรมการเกษตรของกลุ่มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“เท อราโกรเป็นบริษัทที่ลงทุนทางด้านการเกษตรจากที่ดินในเครือทีซีซีแลนด์ทั้งใน และนอกประเทศ เราพัฒนาที่ดินขึ้นมาเพื่อทำการเกษตร โดยขณะนี้ได้ปลูกพืชไปแล้วหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นยางพารา อ้อย ข้าว กาแฟ ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้ได้ผลผลิตสูงสุด มีการบริหารจัดการที่ดี ทั้งในด้านของสวน แหล่งน้ำ และการตลาด อีกทั้งยังเข้าไปส่งเสริมเกษตรกรในเครือข่ายของเรา ทำอย่างไรจะได้ผลผลิตสูงสุด ในต้นทุนที่ต่ำ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ เพิ่มขึ้น เราก้าวไปพร้อม ๆ กัน เกษตรกรอยู่ได้ เราก็อยู่ได้” นายวินิจกล่าว
เริ่มต้นสวนยางพารา-อ้อย
บริษัท เทอราโกรเริ่มต้นธุรกิจพืชสวนขนาดใหญ่ (Plantation) จากการปลูกยางพาราในปี 2547 พร้อม ๆ กับโครงการส่งเสริมการปลูกยางล้านไร่ของรัฐบาล ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกยางพารารวมทั้งสิ้น 56,000 ไร่ กระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี, นครสวรรค์, หนองคาย, พะเยา, เชียงราย, อุดรธานี, เพชรบูรณ์, อ.ด่านซ้าย จ.เลย, อ.ปลวกแดง จ.ระยอง, ชลบุรี และปราจีนบุรี ใช้เงินลงทุนสร้างสวนยางเฉลี่ยไร่ละ 15,000 บาท ทั้งโครงการมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 700 ล้านบาท ในอนาคตบริษัทวางแผนที่จะขยายพื้นที่ปลูกยางพาราให้ครบ 100,000 ไร่
![]() |
“สวนยาง ของบริษัทเน้นพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่และเรายังได้เข้าไปส่งเสริมการปลูกยางใน ระบบคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งเพื่อรับซื้อผลผลิตป้อนโรงงานแปรรูปยาง ทั้งโรงงานผลิตน้ำยางข้น โรงงานผลิตยางแท่ง โรงงานผลิตยางแผ่นรมควัน ที่บริษัทจะลงทุนตั้งโรงงานขึ้นในอนาคต หลังจากที่ต้นยางโตพอที่จะกรีดได้ ขณะนี้เราได้เข้าร่วมกับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จัดโครงการอบรมการกรีดยางในพื้นที่ภาคเหนือ-อีสาน เพื่อเตรียมแรงงานกรีดยางไว้รองรับสวนของเราในอีก 2-3 ปีข้างหน้า” นายวินิจกล่าว
นอกจากการลงทุนทำสวนยางแล้ว ในกลุ่มพรรณธิอรยังมีกิจการโรงงานน้ำตาลอีก 3 โรง และกำลังจะตั้งขึ้นมาใหม่อีก 2 โรง ทำให้บริษัทต้องเข้าไปส่งเสริมการปลูกอ้อยพื้นที่ 20,000 ไร่ ในระบบ Contract-farming บริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ตั้งโรงงานน้ำตาลในจังหวัดกำแพงเพชร สุโขทัย และอุตรดิตถ์ โดยนำเทคโนโลยีและวิทยาการเกษตรสมัยใหม่มาปรับใช้พัฒนาชลประทานอย่างเหมาะสม เช่น ระบบน้ำหยดบนดิน ระบบน้ำหยดใต้ดิน ระบบ Center Pivot และระบบ Furrow
ผลการนำเทคโนโลยีมาช่วยเหล่านี้ทำให้ได้ผลผลิตอ้อยต่อไร่เพิ่มสูง ขึ้น ยกตัวอย่าง อ้อยที่ปลูกในระบบ Furrow ให้ผลผลิตเฉลี่ย 18 ตัน/ไร่ ส่วนอ้อยที่ปลูกในระบบน้ำหยดให้ผลผลิตเฉลี่ย 21 ตัน/ไร่ ทั้ง ๆ ที่พันธุ์อ้อยที่นำมาปลูกก็เป็นพันธุ์อ้อยที่ กรมวิชาการเกษตรแนะนำ
“ใน อุตสาหกรรมอ้อยโดยทั่วไปจะมีการส่งเสริมการปลูกโดยแจกจ่ายพันธุ์อ้อยหรือที่ เรียกว่า เกี๊ยวอ้อย ด้วยการจ่ายเงินให้ชาวไร่อ้อยไปก่อนเพื่อบำรุงพันธุ์อ้อย หรือ ที่เรียกว่า การปล่อยเกี๊ยว แต่บริษัทไม่ได้ปล่อยเกี๊ยวอ้อยอย่างเดียว เรายังนำระบบการปล่อยเงินกู้เพื่อการชลประทาน หรือที่เรียกว่า เกี๊ยวน้ำ เข้ามาใช้ด้วย ยกตัวอย่าง ชาวไร่อ้อยที่สนใจสร้างระบบชลประทาน น้ำหยดต้องใช้เงินลงทุนเฉลี่ยไร่ละ 11,000 บาท ส่วนการติดตั้งระบบ Furrow ใช้เงินลงทุนเฉลี่ยไร่ละ 5,000 บาท เราก็เข้ามาช่วยปล่อยเงินให้ตรงนี้ แปลงอ้อยก็จะได้รับการจัดการที่ดี ผลผลิตสูงขึ้น เราก็รับซื้อผลผลิตนั้นส่งเข้าโรงงานน้ำตาลของเราที่โรงงานน้ำตาล อุตรดิตถ์-แม่วัง-สุพรรณบุรี และยังมีแผนเปิดโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่อีก 2 แห่งที่ อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย และกำแพงเพชร” นายวินิจกล่าว
ทั้ง นี้โมลาสที่ได้จากกระบวนการหีบอ้อยยังถูกส่งไปทำเหล้าให้กับกลุ่มบริษัทใน เครือไทยเบฟเวอเรจ และผลิตแอลกอฮอล์ของบริษัทไทยแอลกอฮอล์ จำกัด (มหาชน)
จำหน่ายพันธุ์ข้าวด็อกเตอร์
นอก จากการปลูกยางพาราและอ้อยแล้ว บริษัทเทอราโกรยังได้เริ่มธุรกิจผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ในเนื้อที่ 15,000 ไร่ แบ่งเป็นแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในพระนคร ศรีอยุธยาประมาณ 10,000 ไร่ จังหวัดหนองคายประมาณ 2,000 ไร่ ที่เหลือกระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี พะเยา โดยธุรกิจพันธุ์ข้าวนี้จะบริหารงานภายใต้ชื่อ บริษัท ลานช้าง ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด ทำการซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว เช่น ข้าวชัยนาท ข้าวปทุมธานี 1 จากกรมข้าวเพื่อนำมา ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตในระบบ Contract-farming และรับซื้อคืนเพื่อจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ขยาย ในปีนี้เป็นปีแรกภายใต้เครื่องหมายการค้า “ข้าวด็อกเตอร์” ให้กับชาวนาที่สนใจ โดยตั้งเป้ายอดขายในปีนี้ไว้ที่ 3,000 ตัน
ส่วน ธุรกิจที่เหลือบริษัทมีการทำสวนส้มบนเนื้อที่ 3,600ไร่ ตั้งอยู่ใน อ.แม่จัน จ.เชียงราย ดำเนินภายใต้ชื่อบริษัทเอ็กเวิล์ด จำกัด ขณะนี้เริ่มมีผลผลิตส้มวางจำหน่ายในท้องตลาดแล้วในชื่อแบรนด์ “ส้มดอยแก้ว” โดยวางจำหน่ายส้มในห้างสยามพารากอน เดอะมอลล์ ธุรกิจนี้ถือเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่การลงทุนก็มีความเสี่ยงสูงจากปัญหาโรคระบาดเช่นกัน
ปลูกกาแฟในลาว ทำสวนปาล์มในเขมร
ทาง ด้านการลงทุนทำสวนเกษตรใน ต่างประเทศนั้น บริษัทมีการปลูกและผลิตเมล็ดกาแฟอาราบิก้าที่เมืองปากซอง สปป.ลาว ในพื้นที่ 15,000 ไร่ ได้รับการ ส่งเสริมการลงทุนจาก สปป.ลาวในนามบริษัทปากซอง ไฮแลนด์ สามารถถือครองที่ดินเป็นระยะเวลา 90 ปี ปัจจุบันสวนกาแฟถูกปลูกในเขตภูเขาระดับความสูง 1,300 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ย 18 องศาเซลเซียส ผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟของโลกได้มาดูสวนกาแฟของเราแล้วบอกว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งปลูกกาแฟอาราบิก้าที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ปัจจุบันสวนกาแฟแห่งนี้มีอายุครบ 3 ปีแล้ว จะเริ่มเก็บผลผลิตกาแฟครั้งแรกได้ในช่วงเดือนธันวาคม 2553 นี้
ส่วน การลงทุนในกัมพูชานั้นบริษัทได้ดำเนินการตั้งบริษัทปาล์มมิลล์ทำสวนปาล์ม น้ำมัน เนื้อที่ประมาณ 5,200 ไร่ และกำลังก่อสร้างโรงงานกลั่นน้ำมันปาล์มที่ เกาะกง นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่จังหวัดชุมพรอีกประมาณ 1,000 ไร่แล้ว
27 ส.ค.
ท่านผู้อ่านแก้จนดอทคอม จะเคยดูโฆษณา “คนไทยเท่านั้นที่ทำให้ประเทศน่าอยู่” กันมาแล้วหรือไม่ครับ
โฆษณาชิ้นนี้ ถูกเผยแพร่ ในพักหลังจากที่ผู้คนทะเลาะกัน จนบ้านเมืองย่ำแย่ไงล่ะครับ

ผมได้มีโอกาสชมโฆษณาชิ้นนี้ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดภูมิปัญญาของปราชญ์ชาวบ้าน คือ พ่อผาย สร้อยสระกลาง ซึ่งท่านเป็นเกษตรกร ผู้ริเริ่มศูนย์การเรียนรู้ชุมชน กลุ่มอีโต้น้อย บ้านสระคูณ ต.โคกล่าม อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ผู้พลิกแผ่นดินแห้งแล้ง ในภาคอีสานใต้ ให้อุดมสมบูรณ์ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว
ดูแล้ว รู้สึกขนลุก เกิดความประทับใจ อย่างบอกไม่ถูกครับ
เลยนำมาเผยแพร่แบ่งปัน แนวความคิดในการแก้ปัญหาปากท้อง ปัญหาความยากจน ไปถึงคนไทยทุกๆท่านทุกๆคน
เราจะเปลี่ยนประเทศได้อย่างไร?
โดย พ่อผาย สร้อยสะกลาง
“ใช้ขี้วัว เอามาใส่ดินเลวๆ ให้มีปุ๋ย
หมู่บ้านนี้แห้งแล้ง ไม่รอใครทั้งสิ้น
รอไป รอมามันจะอดตาย
ก็ขุดสระให้มีน้ำ พอดินมันดีก็ทำได้ทุกอย่าง
มะนาว มะม่วง มังคุด ลำไย มะเฟือง มะไฟ
มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ”
“ไปทำไม ของเราก็มีซูเปอร์มาร์เก็ต
พอผมมีเยอะๆ ผมก็แบ่ง
แบ่งอาวุธ อาวุธทางปัญญา”
“ผมจะเปลี่ยนประเทศได้อย่างไร
ก็ทำให้ดินที่แห้งแล้งให้อุดมสมบูรณ์
เปลี่ยนคนอดอยากให้มันมีกิน
พอคนมีกิน มันก็มีสติ มีปัญญา”
“อัตตาหิ อัตตโนนาโถ
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน”
… นี่แหละ ผมเปลี่ยนประเทศแล้ว
ขอให้ทุกท่าน เกิดดวงตาเห็นธรรม และสามารถฝ่าฟันปัญหาปากท้อง ความลำบากแห้งแล้ง กันถ้วนทั่วนะครับ
27 ส.ค.

กรม อุทยานฯ ผุดไอเดียเจ๋งหนุนชาวบ้านเลี้ยง “ตุ๊กแก” ส่งออกนอกหวังเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะไต้หวันเป็นตลาดใหญ่ เน้นวิจัย-เพาะพันธุ์ตุ๊กแกพันธุ์ไทยดั้งเดิม ซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวไต้หวัน ส่วนใหญ่นำไปทำกระเป๋า เข็มขัด แทนหนังจระเข้ โดยจะใช้สมุทรสงครามเป็นพื้นที่นำร่องเพราะมีร่องสวนจำนวนมาก และยังเป็นปัญหาของชาวบ้าน ขณะที่ยังมีผู้ส่งออกรายเล็กเพียงรายเดียวที่จ.สกลนคร
วันที่ 14 พ.ค. นายวัฒนา เวทยประสิทธิ์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญาไซเตส กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ปัจจุบันเนื้อตุ๊กแกตากแห้งนับว่าเป็นสินค้าที่มีความต้องการในตลาดสูงมาก โดยเฉพาะตลาดในต่างประเทศ ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ดำเนินกิจการนี้อยู่เพียงไม่กี่ราย อยู่ในแถบจ.สกลนคร และยังทำเป็นกิจการขนาดเล็กอยู่
ซึ่งที่ผ่านมากรมอุทยานฯ อนุญาตให้ส่งตุ๊กแกตากแห้งออกไปขายที่ไต้หวันเฉลี่ยปีละ 1 แสนตัว และต้องรับรองว่าเป็นตุ๊กแกจากประเทศไทย แม้ว่าจะยังไม่อยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองตามอนุสัญญาไซเตสก็ตาม นอกจากนี้สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ ยังได้พยายามที่จะศึกษาวิจัยเพื่อการเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนตุ๊กแกพันธุ์ดั้ง เดิมของไทย ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ชาวไต้หวันต้องการมาก เพื่อที่จะไปสอนให้ชาวบ้านประกอบเป็นอาชีพเสริม เพาะขายส่งออก เพราะขณะนี้แม้จะมีความต้องการสูง แต่ก็ยังไม่มีการส่งเสริมในการเพาะเลี้ยงมากนัก
นาย วัฒนากล่าวต่อว่า นอกจากตุ๊กแกที่กรมอุทยานฯ กำลังพยายามศึกษาเพื่อเพิ่มจำนวน ในการสร้างโอกาสให้ชาวบ้านนำไปเพาะเพื่อส่งขายเป็นอาชีพเสริมแล้ว ยังมีสัตว์เลื้อยคลานประเภทตัวเงินตัวทอง ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องร่องในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ต้องการของท้องตลาดต่างประเทศเช่นกัน
โดยส่วนใหญ่ต้องการ นำหนังไปใช้ประโยชน์ในการผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง กระเป๋า เข็มขัด ทดแทนหนังจระเข้ ซึ่งสัตว์ชนิดนี้กรมอุทยานฯก็เตรียมเปิดให้เพาะเลี้ยงได้ด้วย ซึ่งในระยะแรกเริ่มนี้ อยู่ในขั้นตอนการเลือกพื้นที่นำร่องคือ จ.สมุทรสงคราม เพราะที่ผ่านมาพบว่าตัวเงินตัวทองอาศัยอยู่มาก แ
ละ ยังสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ด้วยการเข้าไปทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวสวน จนต้องหาทางกำจัดด้วย ซึ่งถ้าหากมีการส่งเสริมให้เพาะขายเชิงพาณิชย์ เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ และยังทำให้ชาวบ้านมีอาชีพเพิ่มมากขึ้นด้วย
“ที่เราต้องการส่งเสริม พวกนี้เพราะที่ผ่านมามีชาวบ้านมาขอให้ไปช่วยเหลือ เพราะตัวเงินตัวทอง ตุ๊กแก มีจำนวนมาก และสร้างความเดือดร้อน ทำให้บางทีก็ต้องกำจัดด้วยการยิงทิ้งบ้าง ก็น่าสงสารสัตว์ เราได้พยายามกลับมาศึกษาเพื่อให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จากมัน ส่วนหนึ่งจะส่งเสริมให้มีการเลี้ยง อาจจะเลี้ยงเป็นลักษณะฟาร์ม สวนสัตว์ เพื่อการท่องเที่ยวหรือเลี้ยงไว้ตามบ้าน อาจจะขายได้” นายวัฒนากล่าว
อาชีพใหม่ ตุ๊กแกอบแห้ง รายได้เดือนละ 10 ล้าน!
อาชีพแปลกทำ”ตุ๊กแกอบแห้ง”ส่งออกทำเงิน ช่วงเศรษฐกิจซบเซา และภาวะภัยแล้ง แห่งเดียวนครพนม ไม่กระทบยอดส่งออกตุ๊กแกตากแห้ง ส่งนอก พบเงินหมุนเวียนเดือนละกว่า 10 ล้านบาท…..
ที่ จ.นครพนม ถึงแม้หลายพื้นที่จะประสบปัญหาภัยแล้งไม่สามารถทำนาและการเกษตรได้ตามปกติ รวมถึงสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ประชาชนรายได้ลดลง แต่สำหรับราษฎรบ้านตาล ต.นาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม กลับไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นหมู่บ้านแห่งเดียวของนครพนมที่ยึดอาชีพสุดแปลกมานานกว่า 20 ปีคือทำตุ๊กแก ไส้เดือน และปลิง ตากแห้ง ส่งออกขายต่างประเทศหมุนเวียนตามฤดูกาลตลอดปี สร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี สวนกระแสในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
นายคนึง มีพรหม นายอำเภอนาหว้า จ.นครพนม เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 6 ก.ค.ว่า สำหรับ ต.นาหว้า อ.นาหว้า ถึงแม้จะมีปัญหาเศรษฐกิจและภัยแล้ง แต่ชาวบ้านมีอาชีพทำตุ๊กแก ไส้เดือน และปลิง ตากแห้ง ส่งขายต่างประเทศ สร้างเงินหมุนเวียนเดือนละกว่า 10 ล้านบาท อำเภอได้เข้าไปดูแลส่งเสริมสนับสนุนบางส่วน ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพหลัก
ขณะ ที่นายปราณีต นางทราช อายุ 50 ปี ราษฎรบ้านตาลที่ยึดอาชีพทำตุ๊กแกตากแห้งส่งออก กล่าวว่า ทำมานานกว่า 20 ปีแล้ว รายได้ดี ไม่ว่าจะสภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ไม่มีผลกระทบ ช่วงนี้จะเป็นตุ๊กแกตากแห้ง คนที่ออกไปจับมาขายตัวละประมาณ 10 – 25 บาท ตามขนาด และชำแหละแปรรูปตามแบบมาตรฐานนำไปตากแห้งหรืออบ ก่อนแพ็กส่งขายให้พ่อค้าส่งออกไป จีน ไต้หวัน นำไปปรุงอาหาร เป็นยาชูกำลัง ในราคาตัวละประมาณ 30 บาท ตามขนาดเล็กใหญ่ มียอดส่งออกเดือนละหลายแสนตัว มีรายได้ครอบครัวละ 5,000 – 10,000 บาทต่อเดือน
นายปราณีต กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องปัญหาการสูญพันธุ์ของตุ๊กแกนั้นไม่มีอย่างแน่นอน เพราะในระยะเวลา 1 ปี จะมีช่วงพักประมาณเดือน ต.ค. – ม.ค. เป็นช่วงตุ๊กแกผสมพันธุ์ออกไข่ ซึ่งธรรมชาติของตุ๊กแกนั้น ขยายพันธุ์ได้เร็วและมีจำนวนมาก เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนก็จะไปทำปลิงตากแห้งแทน สำหรับตุ๊กแกที่นำมาผลิตนั้น จับตามบ้านเรือนทั่วไป ไม่ใช่ตุ๊กแกตามป่า จึงไม่ผิดตาม พ.ร.บ.สัตว์ป่าหวงห้าม ในอนาคตกำลังหาทางเลี้ยงขยายพันธุ์เป็นสัตว์เศรษฐกิจ
27 ส.ค.
เป็นที่ทราบกันดีว่าวัสดุที่ทำมาจาก พลาสติก นั้น เป็นวัสดุที่ย่อยสลายยาก และต้องใช้เวลาหลายสิบปีทีเดียวกว่าพลาสติกเหล่านี้จะย่อยสลาย ที่สำคัญ พลาสติก ยังเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของโลกอยู่ในขณะนี้หลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างหันมาช่วยกันรณรงค์ในเรื่องของการลดสภาวะโลกร้อนด้วยกันหลายวิธี และวิธีลดการใช้พลาสติกก็เป็นอีกแนวทางในการรณรงค์ในเรื่องดังกล่าว คณะ คุรุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โดยนายพงศธร หนูเล็ก นายจิราณุวัฒน์ แสงมุกด์ และนายชินพันธุ์ แซ่ซิ้ม ได้ร่วมกันคิดค้นวิธีการผลิตกระถางเพาะชำจากวัสดุทางการเกษตรขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดการใช้กระถางพลาสติกลง โดยมี ผศ.สุจิน สุนีย์ และ ผศ.ธีรเวท ฐิติกุล เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา |
||||
นายพงศธร กล่าวว่า เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนครนายก และจังหวัดปราจีนบุรี ส่วนหนึ่งประกอบอาชีพเพาะชำกล้าไม้และพันธุ์พืชหลากหลายชนิด เช่น ไม้ดอก ไม้ประดับ และไม้ผล ซึ่งในการเพาะพันธุ์พืชเหล่านี้ ชาวสวนส่วนใหญ่จะเพาะชำกล้าไม้ลงในถุงเพาะชำ หรือกระถางเพาะชำที่ทำมาจากพลาสติกเป็นจำนวนมาก ซึ่งพลาสติกเหล่านี้เป็นวัสดุที่ย่อยสลายยากและเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิด สภาวะโลกร้อน จากสาเหตุดังกล่าวจึงได้คิดหาวิธีนำวัสดุทางการเกษตรมาผลิตกระถางเพาะชำ เพื่อทดแทนและลดการใช้กระถางถุงและถุงเพาะชำที่ทำมาจากพลาสติก “ใน การศึกษาครั้งนี้ คณะผู้จัดทำได้ทำการศึกษาและจัดสร้างกระถางจากเศษวัสดุทางการเกษตรจำนวน 5 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ กระถางที่ทำจากแกลบ กระถางที่ทำจากขี้เถ้าแกลบ และกระถางที่ทำจากขุยมะพร้าว กระถางที่ทำจากเศษใบไม้และวัชพืชต่างๆ ซึ่งผลจากการศึกษาพบว่ากระถางที่ทำจากขุยมะพร้าวมีความแข็งแรงและทนทานที่ สุด” นายพงศธรกล่าว |
||||
นอกจากนี้ ผลจากการนำเอากระถางที่ทำ จากขุย มะพร้าวไปใช้งานจริง พบว่ามีความแข็งแรงและทนทานของกระถางอยู่ในระดับที่ดี มีความยืดหยุ่นสูง รากของกิ่งสามารถชอนไชออกจากก้นของกระถางได้ดี มีความสามารถในการอุ้มน้ำและการระบายความร้อนของกระถางอยู่ในระดับดี และเมื่อฝังกระถางลงในดินรากของกิ่งชำยังสามารถชอนไชออกทางด้านล่างและด้าน ข้างของกระถางได้ดี อีกทั้งกระถางที่ทำจากขุยมะพร้าวนี้ยังสามารถย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติได้ อีกด้วย สำหรับวิธีการผลิตกระถางจากขุยมะพร้าว ประกอบ ด้วยส่วนผสมดังนี้ ขุยมะพร้าว 100 กรัม,ใยมะพร้าว 150 กรัม และกาวแป้งเปียก 50 กรัม ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นนำไปอัดด้วยเครื่องอัดไฮโดรลิก ด้วยแรงอัดที่ 10 ตัน ซึ่งจากแรงอัดดังกล่าวจะทำให้กระถางที่ได้ออกมามีรูปทรงและลักษณะตามที่ต้อง การ และเมื่อนำไปตากแดดจะไม่เกิดรอยร้าวรวมทั้งไม่แตกที่ปากขอบกระถางด้วย ทั้งนี้ ส่วนผสมดังกล่าวจะผลิตกระถางขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้วได้จำนวน 1 กระถาง และหลังจากนำกระถางที่ได้ไปตากทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที เมื่อกระถางแห้งดีแล้วก็สามารถนำไปใช้งานได้ทันที โดย พงศธร บอกว่า กระถางจากขุยมะพร้าวดังกล่าวมีต้นทุนอยู่ที่ 4 บาทกว่า/กระถาง |
||||
นายพงศธร กล่าวด้วยว่า หลังจากที่ได้ทำการศึกษาและทดสอบใช้กระถางที่จัดสร้างขึ้นในขั้นต้นแล้ว ทาง คณะผู้จัดทำได้นำกระถางจากขุยมะพร้าวไปทดสอบใช้จริง ที่สวนวาสนา เลขที่ 41/2 หมู่ 11 คลอง 15 ตำบลบางปลากด อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก และได้ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการเพาะชำกล้าไม้มา แล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี จำนวน 10 คน โดยเป็นเจ้าของสวนเพาะชำกล้าไม้ในพื้นที่จังหวัดนครนายกและจังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ คณะผู้จัดทำได้ทำการประเมินคุณสมบัติและคุณภาพของกระถางด้วยกันสองส่วน คือ ทางด้านลักษณะทั่วไปของกระถาง ผลการประเมินพบว่าอยู่ในระดับดี ส่วนคุณภาพของกระถางเมื่อนำไปใช้งานจริง ผลการประเมินก็อยู่ในระดับดีเช่นเดียวกัน ทางด้านนางปวีณา สามเตี้ย อายุ 46 ปี เจ้าของสวนวาสนา กล่าวต่อ กรณีการนำกระถางจากขุยมะพร้าวไป ทดลองใช้งานในการเพาะชำกล้าไม้ ว่า หากเปรียบเทียบในเรื่องของความคงทน พลาสติกจะทนกว่าอยู่แล้ว แต่ในเรื่องของการอุ้มน้ำกระถางจากขุยมะพร้าว สามารถอุ้มน้ำได้นานกว่า นอกจากนี้ เวลานำต้นไม้จากกระถางไปปลูก หากใช้กระถางพลาสติกในการเพาะชำจะทำให้รากต้นไม้ขาดได้ เพราะจะต้องดึงต้นไม้ออกจากระถางก่อนนำไปปลูก แต่ในทางกลับกัน หากใช้กระถางที่ทำจากขุยมะพร้าวสามารถนำต้นกล้าไปปลูกทั้งกระถางได้เลยโดย ไม่ต้องเสียเวลาดึงต้นกล้าออกจากกระถาง รากต้นกล้าจึงไม่มีโอกาสที่จะขาดออกจากต้นทำให้ต้นไม้ที่เพาะในกระถางจากขุย มะพร้าวเจริญเติบโตได้ดีกว่า |
||||
“การใช้กระถางที่ทำจากขุยมะพร้าวสามารถอุ้มน้ำได้ดีกว่าและ นานกว่า สามารถรดน้ำทิ้งไว้ 2-3 วัน ค่อยกลับมารดอีกทีก็ได้ ทำให้ไม่ตองกังวลเวลาไปไหนนาน 2-3 วัน นอกจากนี้การที่รากต้นกล้าไม่ขาดทำให้เห็นความแตกต่างในการเจริญเติบโตได้ อย่างชัดเจนทีเดียว กระถางจากขุยมะพร้าวเหมาะจึงสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลต้นไม้ และยังเหมาะสำหรับผู้ที่รับจัดสวนแบบที่ต้องใช้ต้นไม้เยอะๆ โดยจัดเป็นกลุ่มเป็นโซนตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งไม่ต้องดูแลรดน้ำบ่อยๆ หากสามารถลดต้นทุนให้ได้เท่ากับกระถางพลาสติกซึ่งมีราคาอยู่ที่ 3 บาท/กระถาง เชื่อว่าเกษตรกรเจ้าของสวนเพาะชำกล้าไม้จะหันมาใช้กระถางจากวัสดุการเกษตร แบบนี้มากขึ้นทีเดียว” นางปวีณากล่าว |
||||
สำหรับผู้สนใจกระถางจาก วัสดุการเกษตร ดังกล่าว สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ผศ.สุจิน สุนีย์ โทร.089-7653743 หรือ พงศธร หนูเล็ก โทร.089-6599509 คณะคุรุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) |
27 ส.ค.
สตรอเบอรี่เป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสำหรับเกษตรกรที่สูง เพราะให้ผลตอบแทนสูง
ประมาณ 43,000 บาทต่อไร่ และเกษตรกรที่เกี่ยวข้องกับการปลูกสตรอเบอรี่มีงานทำตลอดทั้งปี โดยช่วง
เดือนมกราคมถึงสิงหาคม เป็นช่วงการเตรียมไหล (ต้นพันธุ์) สำหรับปลูกและจำหน่ายให้กับเกษตรกรด้วยกัน
และช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป เป็นช่วงการปลูกเพื่อเก็บผลสตรอเบอรี่จำหน่าย ปัญหา
สำคัญของการปลูกสตรอเบอรี่คือการขาดแคลนต้นไหลคุณภาพดี ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น
การระบาดของโรคและแมลง การใช้สารเคมี การปลูกซ่อมแซม รวมทั้งให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำและไม่มีคุณภาพ
มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค)
สนับสนุน ดร.ปราสาทพร สมิตะมาน จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาและรวบรวมพันธุ์สตรอเบอรี่เพื่อ
ปรับปรุงพันธุ์ใหม่ทดแทนพันธุ์เดิม และพัฒนาการผลิตต้นพันธุ์สตรอเบอรี่ปลอดโรคในเชิงการค้า โดยการ
เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นพันธุ์สตรอเบอรี่ปลอดโรคในระดับห้องปฏิบัติการ เพื่อย่นระยะเวลาการขยายพันธุ์ใน
แปลงปลูก และพัฒนาระบบผลิตไหลคุณภาพดีในแปลงขยายพันธุ์ เพื่อใช้ในระดับการค้า งานวิจัยนี้ประสบ
ความสำเร็จในการคัดเลือกสตรอเบอรี่พันธุ์ใหม่คือ พันธุ์พระราชทานเบอร์ 50 ซึ่งได้รับการส่งเสริมให้เป็น
พันธุ์บริโภคสดของมูลนิธิโครงการหลวง และยังได้พันธุ์ลูกผสมที่มีลักษณะเหมาะต่อการบริโภคสด การแปร
รูปในอุตสาหกรรมอาหาร และผลิตต้นไหลได้มากกว่าพันธุ์ที่เกษตรกรปลูกทั่วไป
มูลนิธิโครงการหลวง และไบโอเทค สนับสนุน
ดร. ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ศึกษาการผลิตต้นไหลสตรอเบอรี่ที่มีคุณภาพ เพื่อพัฒนาระบบ
การผลิตต้นไหลที่ผ่านการรับรองให้เป็นไปตามขั้นตอนที่
ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โดยขยายต้นพันธุ์ปลอดโรคที่ได้จาก
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และศึกษาการผลิตต้นไหลคุณภาพดี
ที่ผ่านการรับรอง ภายในโรงเรือนกันแมลงแบบไหลลอยฟ้า
(ไม่ใช้ดินเป็นวัสดุปลูก) สำหรับเป็นต้นแบบของการผลิตต้นไหล
ในเชิงการค้า เพื่อลดปัญหาเรื่องโรคและแมลง ตลอดจนช่วย
อนุรักษ์หน้าดินบนพื้นที่ต้นน้ำ เพราะการผลิตต้นไหลของเกษตรกรบนพื้นที่สูง มักใช้ดินบริเวณแปลงเป็น
วัสดุปลูก และขนส่งต้นไหลพร้อมกับหน้าดินลงมาจำหน่ายปีละหลายสิบตัน ทำให้เกิดการสูญเสียหน้าดินบน
พื้นที่ต้นน้ำปริมาณมาก
จากผลการวิจัยทั้ง 2 โครงการ ไบโอเทค โดย หน่วยบริการเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาชนบท
ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตไหลสตรอเบอรี่คุณภาพดี ให้กับเกษตรกรในพื้นที่บ้านบ่อแก้ว อ.สะเมิง
จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 จนถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรในโครงการจำนวน 178 คน สามารถผลิตต้นไหล
ที่มีคุณภาพและผ่านการรับรอง สำหรับจำหน่ายและปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิต ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น
รวมทั้งลดปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
นอกจากนี้ ไบโอเทค ยังส่งเสริมการปลูกสตรอเบอรี่ที่หมู่บ้านห้วยน้ำผัก และบ่อเหมืองน้อย อ.นาแห้ว
จ.เลย ทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายสตรอเบอรี่ให้กับนักท่องเที่ยว ประมาณ 30,000 บาทต่อ
ครอบครัว (ปลูกคนละประมาณ 4 งาน ภายในระยะเวลา 6 เดือน โดยหักค่าใช้จ่ายแล้ว)
ข้อมูลโดย : ฺBioTech
การผลิตไหล สตรอเบอรี่
20 ก.ค.
สารเคมีที่ห้ามใช้ทางการเกษตรในประเทศไทย และต่างประเทศ (Pesticide Ban in Thailand and other countries)
การ เกิดกรณีปฏิเสธสินค้า ณ ประเทศปลายทาง เกิดได้จากขณะนี้เกษตรไม่ทราบชนิดของสารเคมีที่ประเทศคู่ค้าไม่อนุญาติให้ ใช้ ซึ่งแตกต่างกับที่ประเทศไทยอนุญาติให้ใช้อยู่ ดังนั้นผู้ผลิตหรือเกษตรกรผู้ปลูกจำเป็นต้องทราบถึงกฏหมายข้อบังคับ ในการใช้สารเคมีที่ประเทศนั้นๆ กำหนด เพื่อที่จะสามารถส่งออกผลผลิตโดยที่ไม่ถูกกักกันสินค้าจากประเทศนำเข้า
ราย ชื่อวัตถุอันตรายที่ห้ามใช้ทางการเกษตรในประเทศไทย
1. ออลดริน (aldrin)
2. อะมิโนคาร์บ (aminocarb)
3. 4-อะมิโนไตฟีนิล (4-aminodiphenyl)
4. อะมิโทรล (amitrole)
5. อะราไมท์ (aramite)
6. แอสเบสทอล อะโมไซท์ asbestos – amosite)
7. อะซินฟอส เอทธิล (azinphos – ethyl)
8. อะซินฟอส เมทธิล (azinphos – methyl)
9. เบนซิดิน (benzidine)
10. เบต้า เอชชีเอช (beta – HCH) 1,3,5/2,4,6 – hexachloro- cyclohexane)
11.บี เอชชี หรือ เอชชีเอช (BHC หรือ HCH) (1,2,3,4,5,6 – hexachloro-cyclohexane)
12.ไบนาพาคริล (binapacryl)
13.บีส คลอร์โรเมทธิลอีเธอร์ (bis (chloromethyl)ether)
14.โบรโมฟอส (bromophos)
15.โบรโมฟอส เอทธิล (bromophos-ethyl)
16.แดดเมียม และสารประกอบแคดเมียม (cadmium and cadmium compounds)
17.แคลเซียมอา ร์ซีเนท (calcium arsenate)
18.แคปตาโฟล (captafol)
19.คาร์บอนเตตระ คลอไรด์ (carbon tetrachloride)
20.คลอร์เดน chlordane)
21.คลอร์ดี โซน (chlordecone)
22.คลอร์ไดมีฟอร์ม (chlordimeform)
23.คลอร์โรเบน ซิเลท (chlorobenzilate)
24.คลอร์โรฟีนอล (chlorophenols)
25. คลอร์ไธโอฟอส (chlorthiophos)
26. คอปเปอร์ อาร์ซีเนทไฮดร็อกไซด์ (copper arsenate hydroxide)
27. ไซโคลเฮกซิไมด์ (cycloheximide)
28. ไซเฮกซาติน (cyhexatin)
29. ดามิโนไซด์ (daminozide)
30. ดีบีซีพี (DBCP) (1,2-dibromo-3-chloropropane)
31. ดีดีที (DDT) (1,1,1-trichloro-2,2-bis (4-chlorophenyl ethane)
32. ดีมีฟีออน (demephion)
33. ดีมีตอน (demeton)
34. ไดคลอร์โรเบนซิน (o-dichlorobenzene)
35. ดีลดริน (dieldrin)
36. ไดมีฟอกซ์ (dimefox)
37.ได โนเส็บ (dinoseb)
38.ไดโนเทิร์บ (dinoterb)
39.ไดซัลโฟตอน (disulfoton)
40. ดีเอ็นโอซี (DNOC) (4,6-dinitro-o-cresol)
41. อีดีบี (EDB) (1,2-dibromoethane)
42. เอ็นดริน (endrin)
43. เอทธิล เฮกซิลีนไกลคอล (ethyl hexyleneglycol (ethyl hexane diool))
44. เอทธีลีนไดคลอร์ไรด์ (ethylene dichloride)
45. เอทธีลีนออกไซด์ (ethylene oxide (1,2-epoxyethane))
46. เฟนซัลโฟไธออน (fensulfothion)
47. เฟนทิน (fentin)
48. ฟลูออโรอะเซทตาไมด์ (fluoroacetamide)
49.ฟลูออ โรอะซีเตทโซเดียม (fluoroacetate sodium)
50.โฟโนฟอส (fonofos)
51.เฮ ปตาคลอร์ (heptachlor)
52.เฮกซะคลอร์โรเบนซีน (hexachlorobenzene)
53.ตะกั่ว อาร์ซีเนท (lead arsenate)
54.เลปโตฟอส (leptophos)
55.ลินเดน (lindane (>99% gamma-HCH หรือ gamma- BHC)
56.เอ็มซีพีบี (MCPB) [4-(4-chhloro-o-tolyloxy) butyric acid]
57.มิโคครอป (mecoprop)
58.มี ฟอสโฟลาน (mephosfolan)
59.สารประกอบของปรอท (mercury compounds)
60. เมวินฟอส (mevinphos)
61 .เอ็มจีเครีเพลเลนท์ 11 (MGK repellent – 11)
62. ไมเร็กซ์ (mirex)
63. โมโนโครโตฟอส (monocrotophos)
64. แนฟธิลอะมีน (napthylamine)
65.4-ไนโตรไดเฟนิล (4-nitrodiphenyl)
66. ไนโทรเฟน (nitrofen)
67. พาราไทออน (parathion)
68. ปารีสกรีน (Paris green)
69. โซเดียมเพนตะคลอร์โรฟีเนต หรือ โซเดียมเพนตะคลอร์โรฟีนอกไซด์ (pentachlorophenate sodium หรือ pentachlorophenoxide sodium)
70. เพนตะคลอร์โรฟีนอล (pentachlorophenol)
71.ฟีโนไทออน (phenothiol)
72.โฟ เรท (phorate)
73.ฟอสฟามิดอน (phosphamidon)
74.ฟอสฟอรัส (phosphorus)
75.โพลีบรอมมิเนต ไบเฟนิล (polybrominated biphenyls, PBBs)
76. โพลีคลอร์ริเนต ไตรเฟนิล (polychlorinated triphenyls, PCTs)
77. โปรโทเอท (prothoate)
78. ไพรินูรอน (ไพริมินอล) (pyrinuron (piriminil))
79. แซพโรล (safrole)
80.สะคราแดน (schradan)
81.โซเดียม อาร์ซีไนต์ (sodium arsenite)
82.โซเดียมคลอเรต (sodium chlorate) ยกเว้นในรูปผลิตภัณฑ์ที่ผสมสาร หน่วงปฏิกิริยาตามที่กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ประกาศกำหนด
83.สโตรเบน (โพลีคลอร์โรเทอร์พีน) (strobane (polychloroterpenes))
84. ซัลโฟเทป (sulfotep)
85. 2,4,5-ที (2,4,5-T) ([2,4,5-trichlorophenoxyl] acetic acid)
86. 2,4,5-ทีซีพี (2,4,5-TCP) (2,4,5-trichlorophenol)
87. ทีดีอี หรือ ดีดีดี (TDE หรือ DDD) [1,1-dichloro- 2,2-bis (4-chlorophenyl) ethanel)
88. ทีอีพีพี (TEPP) (tetraethyl pyrophosphate)
89. 2,4,5,-ทีพี (2,4,5-TP) ((+)-2-[2,4,5-trichlorophenoxy] propionic acid)
90. แทลเลียมซัลเฟต (thallium sulfate)
91. ทอกซาฟีน หรือ แคมฟีคลอร์ (toxaphene หรือ camphechlor)
92. ไตร 2,3-ไดโบรโมโปรพิล ฟอสเฟต (tri (2,3- dibromopropyl) phosphate)
93. ไวนิลคลอร์ไรด์โมโนเมอร์ (โมโนคลอร์โรอีธีน)(vinyl chloridemonomer (monochloroethene))
94. เมธามิโดฟอส (methamidophos)
95. เอ็นโดซัลแฟน (endosulfan)
96. พาราไธออน เมทิล (parathion methyl)
รายชื่อวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการ เกษตรเฝ้าระวัง
1. อัลดิคาร์บ (aldicarb)
2. บลาสติซิดิน เอส (blasticidin-SX
3. คาร์โบฟูราน (carbofuran)
4. ไดโครโตฟอส (dicrotophos)
5. อีพีเอ็น (EPN)
6. อีโธโปรฟอส (ethoprofos)
7. โฟรมีทาเนต (fromethanate)
8. เมทิดาไธออน (methidathion)
9. เมโทมิล (methomyl)
10. อ๊อกซามิล (oxamyl)
16 ก.ค.
Ligno
(Calcium Ligno Sulphonate)
สารปั้นเม็ดสำหรับโรงงานปุ๋ย,โรงงานอาหารสัตว์

คือ Binder ชั้นหนึ่งสำหรับขึ้นรูปเม็ด
ผลิตจากยางสน จากประเทศนอร์เวย์ แหล่งไม้สนเมืองหนาวชั้นดี
คุณภาพของ Calcium Ligno Sulphonate แตกต่างกันอย่างมาก
ขึ้นอยู่กับแหล่งผลิต และวัตถุดิบ ซึ่งหมายถึงความปลอดภัย และสารปนเปื้อนด้วย

ละลายน้ำดีมาก หัวฉีดไม่อุดตัน ละลายน้ำ 99.2%
ขึ้นรูปเร็วปั้นเม็ดเร็วขึ้น 15-30% (ขึ้นกับวัตถุดิบ)
Food Grade สามารถปั้นเม็ดอาหารสัตว์ได้
เป็นสารอินทรีย์ 100% ไม่มีอันตราย ย่อยง่าย
มี Calcium มากกว่า 5%
ลดความชื้นในเม็ด
ลดความร้อน และระบายความร้อน (ในการปั้นเม็ด)
บรรจุกระสอบละ 25 กิโลกรัม
เก็บรักษาได้เกินกว่า 24 เดือน
ประโยชน์อื่น ๆ
มีคุณสมบัติเป็น Surfactant ชั้นดี เพิ่มประสิทธิภาพสารเคมี เช่น ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง
Food Adhesive
ลดความร้อนในการก่อตัวของคอนกรีต


สำหรับโรงงานที่มีปัญหา
เม็ดปุ๋ยอินทรีย์ไม่ขึ้นรูป ปั้นเม็ดยาก
เม็ดเปื่อยยุ่ย
ปั้นเม็ดไม่ขึ้น
ดูดความชื้น
เม็ดแตกง่าย
กองทับกันแล้วเกาะตัว (Caking)
ขึ้นเม็ดช้า
ปัญหาจะหมดไป
อัตราใช้เพียง 1-10 กิโลกรัม/ตัน
- ปุ๋ย = 3-10 กก./ตัน (ขึ้นกับสูตรปุ๋ย)
- อาหารสัตว์ = 0.5-5 กก./ตัน (ขึ้นกับสูตรอาหารสัตว์)
เลิกใช้สารปั้นอื่นที่ราคาแพงกว่าได้เลย
ประหยัดกว่า
คุณภาพมากกว่า
ยินดีเข้าไปทำงานทดสอบถึงโรงงาน
ทดลองจริง ใช้งานจริง
มีผลงานวิจัยรับรอง
ติดต่อ ธนากร 0811979878
23 พ.ค.
แนะวิธีปลูกมันสำปะหลังช่วงต้นฤดูฝน
เกษตรกรต้องเตรียมท่อนพันธุ์ให้ดีก่อนที่จะลงมือปลูก ที่สำคัญควรเลือกท่อนพันธุ์ที่ สมบูรณ์ แข็งแรง มีความเหมาะสมทั้งอายุและขนาด คัดเลือกจากแหล่งที่ปราศจากเพลี้ยแป้ง…
นายเฉลิมศักดิ์ ประสิทธิ์สุวรรณ เกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวถึงการปลูกมันสำปะหลังต้นฤดูฝนนี้ว่า เกษตรกรต้องเตรียมท่อนพันธุ์ให้ดีก่อนที่จะลงมือปลูก ที่สำคัญควรเลือกท่อนพันธุ์ที่ สมบูรณ์ แข็งแรง มีความเหมาะสมทั้งอายุและขนาด คัดเลือกจากแหล่งที่ปราศจากเพลี้ยแป้ง และที่สำคัญยิ่งกว่าอื่นใดเกษตรกรต้องแช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก ทั้งนี้เพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งไม่ให้ระบาดในไร่มันสำปะหลังได้ สำหรับการแช่ท่อนมันพันธุ์นั้นแนะนำให้ใช้สารเคมีสำหรับแช่ท่อนพันธุ์ ได้แก่ ไทอะมิโทแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี 4 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาคลอพริก 70 % ดับเบิ้ลยูจี 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไดโนทีฟูแรม 10 % ดับเบิ้ลยู พี 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร อย่างใดอย่างหนึ่ง

23 พ.ค.

วันพืชมงคล 2553 ‘พระโค’ กินหญ้า น้ำบริบูรณ์พอควร ผลาหารอุดมสมบูรณ์
คำพยากรณ์งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปีนี้ “พระยาแรก” นาเสี่ยงหยิบผ้า 6 คืบ พยากรณ์ น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี “พระโค” กินหญ้า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอควร พร้อมด้วยธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร อุดมสมบูรณ์ดี…
เมื่อวันที่ 13 พ.ค. เวลา 07.30 น. ที่งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนิน โดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ มายังพลับพลาที่ประทับ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ทรงเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2553 โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เฝ้ารับเสด็จ
สำหรับพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา คือนายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวณุทนาถ โคตรพรหม นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ กองอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ และนางสาวสุนีลา รู้สุกิจกุล นักวิชาการปฏิรูปที่ดินปฏิบัติการ สำนักบริหารกองทุน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ส่วนเทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวสรชนก วงศ์พรม นายช่างโยธาชำนาญงาน ฝ่ายโยธา ส่วนวิศวกรรมประมง สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง และนางสาวเดือนเพ็ญ ใจคง เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กองแผนงานและวิชาการ กรมวิชาการเกษตร คู่เคียง จำนวน 16 ราย และผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย พระโค แรกนา ได้แก่ พระโคฟ้า และพระโคใส พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเทิด และพระโคทูน
จากนั้น เจ้าพนักงานจูงพระโคเทียมแอก พระยาแรกนาเจิมพระโคและไถ จากนั้นจะมีการไถดะ โดยรี 3 รอบ โดยขวาง 3 รอบ หว่านธัญพืช ลั่นฆ้องชัย จากนั้นจะไถกลบอีก 3 รอบ เจ้าพนักงานปลดพระโคออกจากแอก พระยาแรกนาและเทพีกลับไปที่โรงพิธีพราหมณ์ จากนั้นพระโคจะเสี่ยงของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยง ประกอบด้วย ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า และจะมีการทำนายถวายคำพยากรณ์
น.ส.สุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอพระราชทานพระราชวโรกาส กราบบังคมทูล ผลการเสี่ยงทายของพระยาแรกนา เนื่องในงาน พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2553 โหรหลวงได้ให้คำพยากรณ์ว่า พระยาแรกนาเสี่ยงทายผ้าสำหรับนุ่ง ได้ผ้าลาย 6 คืบ ไปประกอบพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนอาจจะเสียหายบ้างได้ผลไม่เต็มที่ การเสี่ยงทายพระโคกินเลี้ยง ปีนี้พระโคกินหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอควร พร้อมด้วยธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร อุดมสมบูรณ์ดี.

|
เว็บไซต์เพื่อนบ้าน
ทั้งหมด
ยินดีต้อนรับเพื่อนบ้าน <a href="http://kasetonline.com/" target="_blank" ><img alt="All About Agriculture" src="http://kasetonline.com/images/banner88x31-kasetonline.gif" border="0" width="88" height="31"></a> นำ code ของเราไปวาง และส่ง code มาให้เราที่ webmaster@kasetonline.com ถ้าสะดวกแลก banner ที่หน้าแรก เรายินดีติดที่หน้าแรกเช่นกันครับ ฟรี !!! ไม่เสียเงินครับ |