เกษตรออนไลน์

ทุก ๆ เรื่องเกี่ยวกับการเกษตร

Entries for the ‘อุปกรณ์การเกษตร’ Category

งานเกษตรเทรดแฟร์ 2555 , งานเกษตรแฟร์ 2555

 

“เกษตรเทรดแฟร์ 2555…มหกรรมสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน”

pictreadfair งานเกษตรเทรดแฟร์ 2555 , งานเกษตรแฟร์ 2555

งาน “เกษตรเทรดแฟร์ 2555…มหกรรมสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน” จัดระหว่างวันที่ 4-12 กุมภาพันธ์ 2555 ณ บริเวณหอประชุมใหญ่ประตูพหลโยธิน ถึงประตูงามวงศ์วาน 1 เชิญพบกับมหกรรมสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนมากมายหลายประเภทให้เลือกซื้ เลือกชม เลือกชิมได้ภายในงาน อาทิ ินค้า OTOP ประจำท้องถิ่น ินค้าทางการเกษตรทั้งอุปโภคและบริโภค ไม้ดอก ไม้ประดับ นานาพันธุ์ มะขามหวานเลื่องชื่อเมืองเพชรบูรณ์ หอม กระเทียม งานฝีือท้องถิ่น ัตว์เลี้ยง อาหารคาวหวานพื้นเมือง ุปกรณ์ทางการเกษตร การออกร้านจำหน่ายสินค้าขึ้นชื่อประจำจังหวัดของผู้ประสบภัยน้ำท่วม ชื่นชมกับบรรยากาศตลาดน้ำชื่อดัง และมีการจัดสวนสนุกที่รวบรวมเครื่องเล่นไว้หลายชนิดเพื่อสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้มาเที่ยวชมงาน ซึ่งแบ่งเป็นโซนจำหน่ายสินค้าดังต่อไปนี้

โซน A สัตว์เลี้ยง พบกับสัตว์เลี้ยงหลากหลายชนิดอาทิ ลูกสุนัข แมว กระต่าย หนูแฮมเตอร์ ฯลฯ อุปกรณ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงทุกชนิด อาหารสุนัข แชมพู วิตามิน ยาสำหรับสุนัข-แมว ปอกคอสัตว์เลี้ยง ฯลฯ จากบริษัทผลิตอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงชั้นนำ

 โซน B  จำหน่ายไม้ดอก ไม้ประดับ พันธุ์ไม้ นานาชนิด อาทิ กล้วยไม้หลากหลายสายพันธุ์ มอสโอ่ง มอสขอนไม้ บัว บอนสี โป๊ยเซียน โกศล เขียวหมื่นปี ว่านมงคล พันธุ์ต้นมะม่วง ต้นขนุน ต้นมะพร้าว มะละกอ ฯลฯ อุปกรณ์การเกษตร อุปกรณ์ปลูกผักไฮโดร โปนิกส์ และอุปกรณ์ตกแต่งสวนจากบริษัทชั้นนำ ให้เลือกอย่างมากมาย

 โซน C สินค้าอุปโภค บริโภค ประกอบด้วย ขนมพื้นเมืองหลากหลายชนิด อาหารประจำภาค เช่น แกงไตปลาคั่วกลิ้ง ปลาร้าสับ ขนมจีนน้ำยา ไก่ต้มน้ำปลา ทอดมัน หอยดอง แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม ไส้กรอกอิสาน ลูกชิ้นเยาวราช ข้าวแต๋นน้ำแตงโม โรตีสายไหมอยุธยา ไส้อั่ว พาสต้า ลาซานญ่า กาละแมกะทิสด เฉาก๊วยชากังราว เกาลัดคั่ว ฯลฯ และอาหารโบราณซึ่งหาทานยากในปัจจุบัน สินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้าจากผ้าไหม และผ้าฝ้าย ผ้าปาเต๊ะเกาะยอ กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สมุนไพรเช่น สบู่ แชมพู ครีมบำรุงผิวฯลฯ

 โซน D เกษตรคันทรี่ ประกอบด้วย สินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP สินค้าที่ระลึก ผลิตภัณฑ์ Handmade เครื่องตกแต่งบ้าน ผลิตภัณฑ์กลุ่มธุรกิจ SME ทั้งอุปโภคและบริโภค เช่น ที่นอน หมอนขิดยโสธร รองเท้าหนัง รองเท้าเชือกสาน เสื้อผ้าสำเร็จรูปจากผ้าไหม ผ้าฝ้าย สิ่งประดิษฐ์จากไม้ ของขวัญของแต่งบ้าน สมุนไพรแปรรูป ปลาส้มกำนันจุน ขนมงา เบเกอรี่ดงลำดวน ข้าวซอยตัด น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว ขนมเปี้ยะครูสมทรง หมูอบน้ำผึ้งย่างแม่กลอง มะเขือเทศราชินีสด – แปรรูป น้ำพริกหลากรส ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีการออกร้านของตลาดน้ำชื่อดัง เช่น ตลาดน้ำอัมพวา ตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม ตลาดต้าน้ำบ้านต้นตาล ตลาดน้ำมหานคร และตลาดร้อยปีสามชุก พบกับสินค้าขึ้นชื่อของแต่ละตลาดให้เลือกซื้อมากมาย อาทิหมี่กรอบสูตรโบราณตลิ่งชัน ปลาน้ำจืดแปรรูปตลาดร้อยปีสามชุก ผัดหมี่ไท-ญวนตลาดต้าน้ำบ้านต้นตาล ขนมไทย ข้าวแช่อัมพวาฯลฯ

 โซน E ศูนย์ ที่รวบรวมอาหารหลากหลาย อร่อย สะอาดถูกหลักอนามัย โดยมีที่นั่งรับประทานมาบริการในงาน

โซน F สวนสนุก มีเครื่องเล่นมากมาย อาทิเช่น ม้าหมุน สไลด์เดอร์ บ้านลม รถไฟฟ้าเด็ก ปาลูกโป่ง ปืนจุกน้ำปลา และซุ้มเกมส์ต่างๆ

โซน G สินค้าเกษตร มะขามหวานเพชรบูรณ์ หอม-กระเทียม ข้าวสาร พริกแห้ง ผักผลไม้เมืองหนาวเช่น สตอเบอรี่สด องุ่น ผักผลไม้สดตามฤดูกาลจากสวนเกษตรกร ผักผลไม้แปรรูป น้ำสตอเบอรี่ปั่น น้ำสมุนไพร และอาหารทะเลแปรรูป

 โซน เกษตรศาสตร์รวมใจ ช่วยภัยน้ำท่วม จำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค สินค้า OTOP และสินค้าเด่นจากจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม ได้แก่ จังหวัดอุทัยธานี นนทบุรี ชัยนาท อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ลพบุรี นครสวรรค์ สุโขทัย ปทุมธานี สิงห์บุรี นครปฐม สุพรรณบุรี และสมุทรสาคร สินค้าที่นำมาจำหน่ายอาทิ น้ำพริกหลากรส ปลาทูเค็มอบโอโซน ขนมเปี้ยะ สมุนไพรแปรรูป ขนมหวาน น้ำตาลสดสเตอร์ริไลส์ ข้าวแต๋น ขนมโมจินครสวรรค์ ขนมหรี่ปั๊บ หมูทุบ หมี่กรอบ แคบหมู ไข่เค็ม ปลาแดดเดียว น้ำสมุนไพรแปรรูป ข้าวกล้องงอก เสื้อผ้าสำเร็จรูป หัตถกรรมผักตบชวา ของที่ระลึก และอื่นๆอีกมากมาย โซน เกษตรซิตี้ พบกับสินค้าโรงงานคุณภาพดี ลดราคา อาทิ กางเกงยีน Max และ Lady max เสื้อยืดแตงโมลดราคา 20% ชุดชั้นใน Sabina ลดราคา 60-70% เสื้อยืดรันฟีกา เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ฯลฯ

>> รายการสินค้าโซน โซน D เกษตรคันทรี ส่วนตลาดน้ำ
>> รายการสินค้าโซน เกษตรศาสตร์รวมใจ ช่วยภัยน้ำท่วม

sm plan kaset tradefair 55 2 งานเกษตรเทรดแฟร์ 2555 , งานเกษตรแฟร์ 2555

 

ที่มา : http://www.ku.ac.th/newdesign/hilight_detail.php?highlightID=193

Incoming search terms:

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

การพิจารณาเลือกพันธุ์ยางพารา

ปริมาณผลผลิตที่จะได้รับจากสวนยางพารา ไม่ว่าจะเป็นน้ำยางหรือเนื้อไม้ ก็ตาม นอกจากจะขึ้นอยู่กับปัจจัยแรก ความเหมาะสมของพื้นที่ แล้ว พันธุ์ยางพารา และ การจัดการสวนยาง คือสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน แต่ในเบื้องต้นจะขอกล่าวถึงเรื่องพันธุ์ยางพาราก่อน ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ยางพารา ก็คือ สถาบันวิจ้ยยาง กรมวิชาการเกษตร ซึ่งหลังจากที่ได้ทำการวิจัยหรือทดลองจนได้ผลแล้ว ก็จะประกาศหรือจัดทำคำแนะนำเกี่ยวกับพันธู์ยางพาราออกมา ทุก ๆ 4 และล่าสุดตอนนี้ก็คือ คำแนะนำพันธุ์ยาง ปี 2550 ซึ่งได้แบ่งพันธุ์ยางออกเป็น 3 กลุ่ คือ

  • กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยาง คัดเลือกเฉพาะพันธุ์ที่ให้น้ำยางมาก
  • กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้ คัดเลือกเฉพาะพันธุ์ที่ให้น้ำยางมาก และเนื้อไม้มาก
  • กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตเนื้อไม้ คัดเลือกเฉพาะพันธุ์ที่ให้เนื้อไม้มาก

โดยในแต่กละกลุ่มก็จะแบ่งพันธุ์ยางออกเป็นชั้น ๆ ได้ แก่

  • ยางพันธุ์ชั้น 1 หมายถึง พันธุ์ยางที่ปลูกได้โดยไม่จำกัดจำนวนเนื้อที่ปลูก
  • ยางพันธุ์ชั้น 2 หมายถึง พันธุ์ยางที่ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของเนื้อที่ถือครอง และต่ละพันธุ์ ต้องปลูกไม่น้อยกว่า 7
  • ยางพันธุ์ชั้น 3 หมายถึง พันธุ์ยางที่ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของเนื้อที่ถือครอง และต่ละพันธุ์ ต้องปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่

คำแนะนำพันธุ์ยาง ปี 2550 ของสถาบันวิจ้ยยาง ในแต่ละกลุ่ม และชั้น ซึ่งจะขอกล่าวเฉพาะ ยางพันธุ์ชั้น 1 มีดังนี้

  • กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยาง
    • ยางพันธุ์ชั้น 1 มีจำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ สถาบันวิจัยยาง 251, สถาบันวิจัยยาง 226, BPM 24 และ RRIM 600
  • กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้
    • ยางพันธุ์ชั้น 1 มีจำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ PB 235, PB 255 และ PB 260 (พันธุ์ PB 255 และ PB 260 สถาบันวิจ้ยยาง ไม่แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ปลูกยางใหม่)
  • กลุ่มพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตเนื้อไม้
    • ยางพันธุ์ชั้น 1 มีจำนวน 3 พันธุ์ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา 50, AVROS 2037 และ BPM 1

การพิจารณาเลือกพันธุ์ยางพาราว่าจะปลูกพันธุ์ใด เราควรศึกษารายละเอียดของพันธุ์ยางนั้น ๆ ในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่การให้ผลผลิตน้ำยาง, ผลผลิตเนื้อไม้, ความหนาของเปลือกเดิม, เปลือกงอกใหม่่, ความสามารถที่จะปลูกในพื้นที่ลาดชัน, ความต้านทานต่อลมแรง, ความสามารถในการปลูกในพื้นที่หน้าดินตื้น แล้วนำมาเทียบกับสภาพภูมิอากาศและการระบาดของโรคยางที่สำคัญในเขตพื้นที่ ปลูกยางที่สวนยางเราตั้งอยู่

สำหรับเขตพื้นที่การปลูกยางพาราของไทยนั้น สถาบันวิจัยยางได้ศึกษาสภาพภูมิอากาศแล้ว ได้แบ่ง เป็นดังนี้

  • เขตพื้นที่ปลูกยางเดิม แบ่งได้ 6 เขต คือภาคใต้ 4 เขต(เขตฝั่งตะวันตก, เขตตอนกลาง, เขตตอนใต้ และเขตชายแดน) ส่วนภาคตะวันออก แบ่งเป็น 2 เขต (เขตตอนกลาง และเขตชายแดน)
  • เขตพื้นที่ปลูกยางใหม่ แบ่งได้ 2 เขต คือ พื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนต่อปีมากกว่า 1,600 มิลิเมตร และ พื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนต่อปีน้อยกว่า 1,600 มิลิเมตร

หากสรุปให้ง่ายขึ้น ก็คือ ควรปลูกพันธุ์ยางที่เหมาะสมกับสภาพดิน, ภูมิ และเป็นพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคที่ระบาดอยู่ในบริเวณที่สวนยางเราตั้งอยู่ และควรดูว่าในบริเวณใก้ลเคียง ชาวสวนยางแถวนั้นเขานิยมปลูกพันธุ์อะไรกันบ้าง เคยเจอหรือพบกับโรคที่ระบาดและทำความเสียหายอย่างหนักมาบ้างหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ก็พอจะเป็นข้อมูลให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น

สำหรับในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกแล้ว ขณะนี้พบว่า ยางพาราพันธุ์ RRIM 600 ยังคงเป็นพันธุ์ยางที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ประมาณว่า ในพื้นที่ดังกล่าวปลูกยางพาราพันธุ์นี้ มากกว่า ร้อยละ 90 ถึงแม้ว่าพื้นที่ปลูกจะอยู่ในเขตที่เสี่ยงต่อโรคใบร่วง(ไฟทอปโทร่า), โรคเส้นดำ และโรคราสีชมพู ก็ตาม นอกจากนี้ พันธุ์ยาง RRIM 600 ยังให้เนื้อไม้ที่สวย ขายได้ราคาสูง อีกด้วย..

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.live-rubber.com/index.php/thinking-to-plant-rubber/when--to-plant/13-rubber-clone-selection


กล้ายางพารา PRIM600.
คุณภาพดี มีใบรับรองแน่นอน ปลูกไม่เสียเวลาชัวร์ 100000%

—————————————————————-
———————-
ยาง 1 ฉัตรรอดตายแน่นอน 50 บาท(แปลงอยู่ อ.งาว จ.ลำปาง)
1000 ต้นขึ้นไป 47 บาท

ส่งฟรีในเขต 100 กม.จาก อ.งาว จ.ลำปาง

ธนากร(เอ๊กซ์) 0811979878

* อย่าลืมรองพื้นด้วย เพื่อปรับปรุงโครงสร้าง
แก้ดินเค็ม เพิ่มอัตรารอด และช่วยเก็บปุ๋ยไม่ให้สูญเสีย ประหยัดปุ๋ยมากสุดถึง 50%

—————————————————————-———————-

ยิปซัมเม็ดบรรจุกระสอบ.
บริสุทธิ์ 98% , แคลเซียมที่เป็นประโยชน์ 32%

กระสอบ 25 กก. ตันละ 5,500 บาท

ยิปซัมผงบรรจุกระสอบ.
บริสุทธิ์ 98% , แคลเซียมที่เป็นประโยชน์ 32%

—————————————————————-
———————-
Gypsum Powder 300x200 การพิจารณาเลือกพันธุ์ยางพารา One Ton Bags 300x252 การพิจารณาเลือกพันธุ์ยางพารา

Bigpack 1 ตัน ๆ ละ 3,500 บาท (คืนถุง)(ขั้นต่ำ 17 ตัน)
กระสอบ 50 กก. ตันละ 3,700 บาท (กระสอบขาวไม่มีตรา)

* เป็นราคาหน้าโรงงาน,รับสินค้าเอง,ไม่รวมค่าขนส่ง
* ยิปซัมผงกระสอบเป็นกระสอบขาว มีชั้นในกันชื้น ขนาด 60 mesh
* ราคาดังกล่าวเป็นราคาเปิด มีราคาลดสำหรับปริมาณมาก
* ค่าส่งตันละประมาณ 400 บาทในเขตภาคกลางทั้งหมด ภาคอื่นตามเป็นจริง
* มีใบรับรองคุณภาพ ถ้าต้องการใบรับรองออกในนามบริษัท่าน บริการให้ฟรีสำหรับ 50 ตันขึ้นไป

ข้อแตกต่างระหว่าง ปูนเพื่อการเกษตร และยิปซั่ม

ยิปซั่ม
1.มีผลกระทบเล็กน้อยต่อการเปลี่ยนแปลงค่าพีเอช ของดิน
2.อยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้จึงปลดปล่อยให้แคลเซียมและกำมะถัน
3.ให้รากพืชดูดไปใช้ ประโยชน์ ได้ง่ายทัน ต่อความต้องการของพืช
4.เคลื่อนย้ายสู่ดินชั้นล่างเมื่อมีการให้
5.แก้ไขปัญหาดินเค็มที่เกิดจากเกลือโซเดียม โดยประจุแคลเซียมในยิปซัมจะเข้าไปแลกที่ประจุโซเดียมในอนุภาคดิน แล้วโซเดียมจะถูกชะล้างออกไปจากดินได้โดยง่าย
6.แก้ไขปัญหาผิวดินเกาะตัวกันแน่น ทำให้ดินร่วนซุยมีช่องว่างซึ่งยอมให้น้ำและอากาศ
ผ่านลงไปในดินได้ง่าย
7.สามารถใส่ได้ทั้งดินที่เป็นกรด พี-เอช ต่ำ และดินด่างที่มี พี-เอช สูง
จะปลดปล่อย แคลเซียมเป็นประโยชน์ต่อพืชได้
8.ช่วยยับยั้งหรือ ลดความเป็นกรดในดินชั้นล่างได้
9.ไม่มีผลกระทบต่อ พืชอย่างรุนแรงและยังช่วย ลดความเป็นพิษของธาตุชนิดอื่นที่สะสมอยู่ในดินมากเกินไปจนเป็นพิษแก่พืช

ปูนเพื่อการเกษตร
1.ปรับสภาพดินกรดที่มีค่า พีเอช ต่ำให้สูงขึ้น
2.ละลายน้ำได้ยากจึงปลดปล่อยธาตุแคลเซียมให้เป็นประโยชน์ ต่อพืช ได้น้อย จะต้องไถพรวนคลุกเคล้ากับดินที่เป็นกรด จึงจะแลกเปลี่ยนประจุแคลเซียมให้กับดินและพืชได้
3.ไม่เคลื่อนย้ายสู่ดินชั้นล่าง เมื่อมีการให้น้ำ คงอยู่ในเฉพาะระดับที่ใส่หรือไถพรวน
4.ไม่แก้ไขปัญหาดินเค็มที่เกิดจากเกลือโซเดียม
5.ทำให้ผิวดินเกาะตัวกันแน่นน้ำซึมยากในกรณีที่มี การหว่านปูนไว้บนผิวดิน
6.ดินที่มีพี-เอช 7 หรือสูงกว่า แคลเซียมจะ อยู่ในรูปที่ละลายในน้ำยากจึงเป็นประโยชน์ต่อพืชได้น้อย
7.ไม่สามารถ ลดความเป็นกรดในดินชั้นล่างได้เนื่องจากละลายน้ำได้ยาก
8.ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้ธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ถูกตรึงในดินอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์แก่พืชในดินได้น้อย ทำให้พืชขาดธาตุอื่นได้ เช่น ฟอสฟอรัส เหล็ก สังกะสี

ติดต่อคุณธนากร 0811979878
thanakorn@koomtritong.com

—————————————————————-———————-

Incoming search terms:

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

การปลูกยางพารา

การเตรียมดิน   เมื่อเผาปรนเสร็จให้เตรียมดินโดยการไถ 2 ครั้ง พรวน 1 ครั้ง ในกรณีที่เป็นพื้นที่ลาดเทมาก เช่น เนินเขาชันเกิน 15 องศา จะต้องทำขั้นบันไดหรือชานดินเพื่อป้องกันมิให้น้ำฝนชะล้างเอาหน้าดินไหลไปตามน้ำ อาจทำเฉพาะต้นหรือทำยาวเป็นแนวเดียวกัน ล้อมเป็นวงกลมรอบไปตามไหล่เขาหรือเนินก็ได้ โดยให้ระดับขนานไปกับพื้นดิน ขั้นบันไดควรกว้างน้อยที่สุด 1.50 เมตร แต่ละขั้นให้ตัดดินลึกและเอียงเข้าไปในทางเนินดิน ตรงขอบด้านนอกทำเป็นคันดินสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 60-70 เซนติเมตร ระยะระหว่างขั้นบันไดประมาณ 8-10 เมตร

ชนิดของต้นพันธุ์ยาง
1. ต้นตอตา คื ต้นกล้ายางที่ได้รับการติดตาด้วยยางพันธุ์ดีหลังจากที่ติดตาเรียบร้อยแล้วจึงถอนขึ้นมาตัดแต่งราก และตัดต้นเดิ เหนือแผ่นตาประมาณ 2 ฝ นิ้วทิ้ง แล้วนำต้นตอที่ได้ไปปลูกทันที ต้นตอตาจะเป็นต้นพันธุ์ที่ไม่ีดินห่อหุ้มรากหรือเรียกว่าต้นเปลือกราก
2. ต้นติดตาชำในถุงพลาสติกหรือยางชำถุง คือ ต้นตอตาที่น้ำมาชำในถุงพลาสติกขนาดกว้าง 4 ฝ นิ้วยาว 14 นิ้ว หรือขนาดใหญ่กว่านี้ที่บรรจุดินไว้เรียบร้อยแล้ว ดูแลบำรุงรักษาจนตาแตกออกมาเป็นใบได้ขนาด 1-2 ฉัตร อายุประมาณ 3-5 เดือน และมีใบในฉัตรยอดแก่เต็มที่
3. ต้นยางที่ปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลง คือ การปลูกสร้างสวนยางโดยใช้เมล็ดปลูกในแปลงโดยตรง เมื่อเมล็ดเจริญเติบโตเป็นต้นกล้าที่มีขนาดเหมาะสมจึงทำการติดตาในแปลงปลูก
ต้นพันธุ์ยางทั้ง 3 ชนิดดังที่กล่าวมาแล้วเหมาะสมที่จะปลูกในภาคตะวันออกและภาคใต้ แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแนะนำให้ปลูกด้วยต้นยางชำถุงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

วิธีปลูก  การปลูกยางพาราจะแตกต่างกันไปตามชนิดของต้นพันธุ์ยางซึ่งในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการปลูกด้วยต้น ตอตาและต้นยางชำถุงเท่านั้น เนื่องจากการปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลงมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษามาก จึงไม่ค่อยมีผู้นิยมทำกันในปัจจุบัน
1. การปลูกด้วยต้นตอตา นำดินบนที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตเรียบร้อยแล้วใส่รองก้นหลุมแล้วกลบหลุมให้เต็มด้วยดินล่าง จากนั้นใช้เหล็กหรือไม้แหลมขนาดเล็กกว่าต้นตอตาเล็กน้อยปักนำเป็นรูตรงกลางหลุมให้ลึกเท่ากับ ความยาวของรากแก้ว แล้วนำต้นตอปักลงไป กดดินให้แน่น พูนดินบริเวณโคนต้นเล็กน้อยอย่าให้กลบแผ่นตา พยายามให้รอยต่อระหว่างรากกับลำต้นอยู่ระดับปากหลุมพอดี
2. การปลูกด้วยต้นยางชำถุง
2.1 วิธีปลูกยางในภาคตะวันออกและภาคใต้
นำดินที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตเรียบร้อยแล้วใส่รองก้นหลุม จากนั้นนำต้นยางชำถุงไปตัดดินที่ก้นถุงออกประมาณ 1 นิ้ว เพื่อตัดปลายรากที่คดงอแล้ววางลงไปในหลุม โดยให้ดินปากถุงหรือรอยต่อระหว่างลำต้นและรากอยู่ในระดับพื้นดินปากหลุมพอดี ถ้าต่ำเกินไปให้ใส่ดินรองก้นหลุมเพิ่ม หรือถ้าสูงเกินไปให้เอาดินในหลุมออก จัดต้นยางให้ตรงกับแนวต้นอื่น ใช้มีดกรีดด้านข้างถุงพลาสติกจากก้นถุงถึงปากถุงให้ขาดจากกัน กลบดินล่างที่เหลือลงไปจนเกือบเต็มหลุม อย่างเพิ่งกดแน่น ค่อยๆดึงถุงพลาสติกที่กรีดไว้แล้วออกอัดดินข้างถุงให้แน่น แล้วกลบดินเพิ่มจนเต็มหลุม อัดให้แน่นอีกครั้ง พูนโคนเล็กน้อยเพื่อป้องกันน้ำขัง จากนั้นปักไม้หลักและใช้เชือกผูกยึดต้นยางไว้เพื่อป้องกันลมโยก
2.2 วิธีปลูกยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ให้ปลูกแบบลึก โดยใช้มีดคมๆ ตัดดินก้นถุงออกประมาณ 1 นิ้ว เพื่อตัดปลายรากที่คดงอจากนั้นวางยางชำถุงลงในหลุมปลูกให้ถุงแนบชิดกับดินเดิมก้นหลุมจัดต้นยาง ให้ตรงแนวกับต้นอื่น ใช้มีดกรีดด้านข้างถุงพลาสติกจากก้นถุงถึงปากถุงให้ขาดจากกัน กลบดินบนที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตแล้วลงในหลุมประมาณครึ่งหนึ่งของถุง อย่างเพิ่งกดแน่น ค่อยๆ ดังถุงพลาสติกที่กรีดไว้ออก อัดดินที่ถมข้างถุงให้แน่นแล้วกลบดินเพิ่มให้เต็มหลุม อัดให้แน่นอีกครั้ง หลังจากปลูกต้นยางชำถุงเสร็จแล้ว ควรปักไม้หลักและใช้เชือกผูกยึดต้นยางเพื่อป้องกันลมโยกและหาเศษวัชพืชคลุมดินบริเวณโคนต้นไว้ด้วย
การเตรียมหลุมปลูก
หลุมปลูกยางโดยทั่วไปจะมีขนาดกว้าง x ยาวxลึก เท่ากับ 50 x 50 x 50 เซนติเมตร การขุดหลุมปลูกควรแยกดินบนและดินล่างไว้คนละส่วน ตากดินทิ้งไว้ 10-15 วัน จากนั้นย่อยดินบนให้ร่วนแล้วผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟต อัตรา 170 กรัมต่อหลุม
ระยะปลูก
1. พื้นที่ราบ ถ้าต้องการปลูกพืชแซมในระหว่างแถวของต้นยาง
- ในภาคใต้และภาคตะวันออกให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 8 เมตร จะได้จำนวน 80 ต้นต่อไร่
- ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะได้จำนวน 91 ต้นต่อไร่
ถ้าต้องการปลูกพืชคลุมดินในระหว่างแถวของต้นยาง
- ในภาคใต้และภาคตะวันออกให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะได้จำนวน 91 ต้นต่อไร่
- ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร ระหว่างแถว 6 เมตร จะได้จำนวน 88 ต้นต่อไร่
2. พื้นที่ลาดหรือพื้นที่เชิงเขา ตั้งแต่ความชัน 15 องศาขึ้นไปต้องทำแนวขั้นบันไดโดยใช้ระยะระหว่างขั้นบันไดอย่างน้อย 8 เมตร ระยะระหว่างต้น 2.50 หรือ 3 เมตร เมื่อกำหนดระยะปลูกได้แล้วก็ทำการวางแนวและปักไม้ทำแนวเพื่อขุดหลุมปลูกต่อไป แนวปลูกควรวางตามทิศทางลม
การปลูกซ่อม
หลังจากปลูกแล้วอาจมีต้นยางบางต้นตายไปเนื่องจากอากาศแห้งแล้ง ถูกโรคและแมลงทำลาย หรือต้นที่ปลูกไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องปลูกซ่อม ซึ่งควรทำให้เสร็จภายในช่วงฤดูฝน
ต้นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกซ่อม คือ ยางชำถุง เพราะจำทำให้ต้นยางที่ปลูกในแปลงมีขนาดไล่เลี่ยกัน ส่วนต้นยางที่มีอายุเกิน 1 ไปแล้วไม่ควรปลูกซ่อม เพราะจะถูกบังร่มไม่สามารถเจริญเติบโตทันต้นอื่นได้
ฤดูการปลูกยางพารา
Rubber14 การปลูกยางพารา

ในพื้นที่ชุ่มชื้น เขตปลูกยางเดิม ช่วงฤดูแล้งเริ่มเข้าฤดูแล้ง เดือนมกราคม เตรียมพื้นที่เก็บไม้ออกจากพื้นทีให้หมด ไถพรวนและวางแนวขุดหลุมปลูก ถ้าผสมปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุม ควรให้เสร็จก่อนปลูกยางในฤดูฝน 1 เดือน ฝนเริ่มมาเดือน พฤษภาคม ถ้าพื้นที่มีความชื้นเพียงพอก็สามารถปลูกต้นยางชำถุงได้ การปลูกต้นตอควรมีความชื้นเต็มที่ขณะปลูกไม่น้อยกว่า 2 เดือน หลังปลูก 15 วัน ถึง 1 เดือนควรปลูกซ่อม ต้องปลูกซ่อมให้เสร็จก่อนหมดฝนอย่างน้อย 2 เดือน ในช่วงกลางฤดูฝนมักจะ มีฝนทิ้งช่วงให้ฝักของเมล็ดยางแห้งแตกร่วงหล่น การตกของเมล็ดยางช่วงนี้เรียกว่า เมล็ดยางในปี(เป็นเมล็ดที่สำคัญในการ ขยายพันธุ์ยาง) ประมาณเดือนกรกฎาคม-กันยายน ขึ้นอยู่กับพื้นที่ เมล็ดยางเหล่านี้นำมาปลูกทำกล้ายางเพื่อติดตาในแปลง ปลูก หรือนำไปทำเป็นวัสดุปลูกขยายพันธุ์ต่อไป
พื้นที่ปลูกยางใหม่เขตแห้งแล้ง(ฤดูฝนสั้นกว่าเขตปลูกยางเดิม) ควรปลูกยางในช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนมิถุนายน ด้วยต้นยางชำถุง 2 ฉัตร ปลูกซ่อมด้วยวัสดุปลูกอย่างเดียวกันให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยปรกติเขตแห้งแล้ง ฝนเริ่มมาเดือนพฤษภาคม ฝนจะทิ้งช่วงให้เมล็ดยางในปีร่วงหล่น เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม หมดฝนเข้าสู่ฤดูหนาวเดือน พฤศจิกายน
ข้อระวังในการปลูก
1. หลังจากปลูกยางแล้วถ้ามีฝนตกหนัก ให้ออกตรวจดูหลุมปลูกยาง ถ้าหลุมปลูกยางต้นใดที่ปลูกแล้วเหยียบดินไม่ แน่น จะทำให้ดินยุบเป็นแอ่ง ซึ่งจะขังน้ำ และอาจทำให้โคนต้นยางบริเวณคอดินไหม้ และต้นยางตายได้ ดังนั้นจึงต้องเกลี่ยดิน บริเวณปากหลุม ให้เรียบอยู่เสมอในช่วงที่มีฝนตกหนัก
2. ขณะโกยดินลงก้นหลุม อย่าให้ดินกระแทกต้นยางแรงๆ เพราะอาจจะทำให้ต้นยางฉีกหรือหัก ซึ่งจะทำให้ต้นยางตาย ถ้าปลูกด้วยความระมัดระวังตามสมควร ก็จะทำให้อัตราการตายของต้นยางหลังปลูกต่ำมาก
3. ทิศทางการหันแผ่นตา การปลูกยางชำถุง หรือต้นตอตา ลงแปลงสวนยาง ควรหันแผ่นตาไปทางทิศตะวันตก เพื่อ ป้องกันอาการไหม้แสงแดดที่โคนต้นยาง หลังจากส่วนลำต้นของต้นตอเดิมหลุดออกไป ถ้ามีอาการไหม้แสงแดด ให้ใช้สีน้ำมัน ทาทับป้องกันเชื้อรามอดแมลงเข้าทำลาย ทำให้ต้นยางไม่แข็งแรงลมพัดหักได้ง่าย

อัตราการใช้ปุ๋ย
ต้นยางพาราเล็ก
500กรัม/ต้น
ใส่รองก้นหลุม
ต้นยางพาราเล็ก 1 เดือน – 2 ปี
100 – 500 กรัม/ต้น
ใส่รอบโคน 3 – 5 ครั้ง/ปี
ต้นยางพาราเล็ก 2-6 ปี
200 – 500 กรัม/ต้น
ใส่รอบโคน 1 – 3 ครั้ง/ปี
ต้นยางพารากรีดแล้ว
1 กก./ต้น/ครั้ง
ใส่รอบโคน 1 – 3 ครั้ง/ปี
ต้นยางพาราตายนึ่งหรือยางที่เป็นโรค
3 – 5 กก./ต้น/ครั้ง
ขุดหลุม 8 – 15 หลุมรอบฝังกลบ ห่างจากโคนต้น 1 – 1.5 เมตร. (2 – 3 ครั้ง/ปี)

กล้ายางพารา PRIM600.
คุณภาพดี มีใบรับรองแน่นอน ปลูกไม่เสียเวลาชัวร์ 100000%

—————————————————————-
———————-
ยาง 1 ฉัตรรอดตายแน่นอน         50   บาท(แปลงอยู่ อ.งาว จ.ลำปาง)
1000 ต้นขึ้นไป 47 บาท 

ส่งฟรีในเขต 100 กม.จาก อ.งาว จ.ลำปาง

ติดต่อ ธนากร(เอ๊กซ์) 0811979878

* อย่าลืมรองพื้นด้วย เพื่อปรับปรุงโครงสร้าง
แก้ดินเค็ม เพิ่มอัตรารอด และช่วยเก็บปุ๋ยไม่ให้สูญเสีย ประหยัดปุ๋ยมากสุดถึง 50%

—————————————————————-———————-

ยิปซัมเม็ดบรรจุกระสอบ.
บริสุทธิ์ 98% , แคลเซียมที่เป็นประโยชน์ 32%

กระสอบ 25 กก. ตันละ 5,500 บาท

ยิปซัมผงบรรจุกระสอบ.
บริสุทธิ์ 98% , แคลเซียมที่เป็นประโยชน์ 32%

—————————————————————-
———————-
Gypsum Powder 300x200 การปลูกยางพารา One Ton Bags 300x252 การปลูกยางพารา

Bigpack 1 ตัน ๆ ละ 3,500 บาท (คืนถุง)(ขั้นต่ำ 17 ตัน)
กระสอบ 50 กก. ตันละ 3,700 บาท (กระสอบขาวไม่มีตรา)

* เป็นราคาหน้าโรงงาน,รับสินค้าเอง,ไม่รวมค่าขนส่ง
* ยิปซัมผงกระสอบเป็นกระสอบขาว มีชั้นในกันชื้น ขนาด 60 mesh
* ราคาดังกล่าวเป็นราคาเปิด มีราคาลดสำหรับปริมาณมาก
* ค่าส่งตันละประมาณ 400 บาทในเขตภาคกลางทั้งหมด ภาคอื่นตามเป็นจริง
* มีใบรับรองคุณภาพ ถ้าต้องการใบรับรองออกในนามบริษัท่าน บริการให้ฟรีสำหรับ 50 ตันขึ้นไป

ข้อแตกต่างระหว่าง ปูนเพื่อการเกษตร และยิปซั่ม

ยิปซั่ม
1.มีผลกระทบเล็กน้อยต่อการเปลี่ยนแปลงค่าพีเอช ของดิน
2.อยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้จึงปลดปล่อยให้แคลเซียมและกำมะถัน
3.ให้รากพืชดูดไปใช้ ประโยชน์ ได้ง่ายทัน ต่อความต้องการของพืช
4.เคลื่อนย้ายสู่ดินชั้นล่างเมื่อมีการให้
5.แก้ไขปัญหาดินเค็มที่เกิดจากเกลือโซเดียม โดยประจุแคลเซียมในยิปซัมจะเข้าไปแลกที่ประจุโซเดียมในอนุภาคดิน แล้วโซเดียมจะถูกชะล้างออกไปจากดินได้โดยง่าย
6.แก้ไขปัญหาผิวดินเกาะตัวกันแน่น ทำให้ดินร่วนซุยมีช่องว่างซึ่งยอมให้น้ำและอากาศ
ผ่านลงไปในดินได้ง่าย
7.สามารถใส่ได้ทั้งดินที่เป็นกรด พี-เอช ต่ำ และดินด่างที่มี พี-เอช สูง
จะปลดปล่อย แคลเซียมเป็นประโยชน์ต่อพืชได้
8.ช่วยยับยั้งหรือ ลดความเป็นกรดในดินชั้นล่างได้
9.ไม่มีผลกระทบต่อ พืชอย่างรุนแรงและยังช่วย ลดความเป็นพิษของธาตุชนิดอื่นที่สะสมอยู่ในดินมากเกินไปจนเป็นพิษแก่พืช

ปูนเพื่อการเกษตร
1.ปรับสภาพดินกรดที่มีค่า พีเอช ต่ำให้สูงขึ้น
2.ละลายน้ำได้ยากจึงปลดปล่อยธาตุแคลเซียมให้เป็นประโยชน์ ต่อพืช ได้น้อย จะต้องไถพรวนคลุกเคล้ากับดินที่เป็นกรด จึงจะแลกเปลี่ยนประจุแคลเซียมให้กับดินและพืชได้
3.ไม่เคลื่อนย้ายสู่ดินชั้นล่าง เมื่อมีการให้น้ำ คงอยู่ในเฉพาะระดับที่ใส่หรือไถพรวน
4.ไม่แก้ไขปัญหาดินเค็มที่เกิดจากเกลือโซเดียม
5.ทำให้ผิวดินเกาะตัวกันแน่นน้ำซึมยากในกรณีที่มี การหว่านปูนไว้บนผิวดิน
6.ดินที่มีพี-เอช 7 หรือสูงกว่า แคลเซียมจะ อยู่ในรูปที่ละลายในน้ำยากจึงเป็นประโยชน์ต่อพืชได้น้อย
7.ไม่สามารถ ลดความเป็นกรดในดินชั้นล่างได้เนื่องจากละลายน้ำได้ยาก
8.ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้ธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ถูกตรึงในดินอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์แก่พืชในดินได้น้อย ทำให้พืชขาดธาตุอื่นได้ เช่น ฟอสฟอรัส เหล็ก สังกะสี

ติดต่อคุณธนากร 0811979878
thanakorn@koomtritong.com

—————————————————————-———————-

Incoming search terms:

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

การใช้ยิปซัมปรับปรุงดิน

ในปัจจุบันมีข้อมูลข่าวสารมากมายจากสื่อต่างๆ ได้กล่าวถึงความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินในประเทศ ันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสังคมของประชากรในประเทศ การเพิ่มขึ้นของประชากร ทำให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่ามาเป็นพื้นที่การเกษตรเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทำให้ภูิอากาศเปลี่ยนแปลง เกิดปัญหาน้ำท่วม ฝนแล้ง หน้าดินถูกชะล้างพังทลาย องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติได้ให้คำนิยามความเสื่อมโทรมของดิน ือ ความเสื่อมโทรมในคุณภาพของดินและการให้ผลิตผลของดินที่ลดลง เป็นสูตรโครงสร้างที่เกิดจากปัจจัยต่างๆร่วมกัน ได้แก่ ความเลวร้ายของสภาพฟ้า อากาศ ลักษณะธรรมชาติของดิน ภู ชนิดพันธุ์พืชที่เพาะปลูก ลักษณะการใช้พื้นที่ และการจัดการดิน จากข้อมูลที่เกษตรกรได้ประสบปัญหาทางด้านการจัดการดินที่ทำการเกษตรแล้วยังไม่ได้รับผลสำเร็จเท่าที่ควร ่วนหนึ่งของปัญหาได้แก่โครงสร้างของดินเลวลง ผิวดินจับตัวกันแน่นทึบ เมื่อฝนตกหรือมีการให้น้ำ น้ำซึมลงใต้ผิวดำดินได้น้อย เกิดน้ำไหลบ่าที่ผิวดิน ไหลลงไปสู่ที่ต่ำ ดินระบายน้ำยาก เมื่อเกิดฝนทิ้งช่วง แหล่งน้ำในดินไม่เพีงพอ พืชเหี่ยวเฉาเร็ว ดินเป็นกรดมากขึ้นธาตุอาหารพืชในดินถูกตรึงอยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อย ขาดความสมดุลของธาตุอาหารในดิน ทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต ให้ผลผลิตต่ำ ดินใช้ปลูกพืชมานาน ขาดการจัดการดินที่ถูกต้อง เกิดการสูญเสียหน้าดิน ถูกชะล้างพังทลาย ดินขาดธาตุอาหารพืช ทำให้ดินมีศักยภาพในการให้ผลผลิตต่ำทั้งปริมาณและคุณภาพ ดินเสื่อมโทรมที่เกิดโดยธรรมชาติิ่งแวดล้อมและการกระทำของมนุษย์ได้แก่ ดินที่ทำการเกษตรมานาน ดินเค็ ดินเปรี้ยว ดินลูกรัง ดินเหมืองแร่เก่า ดินนากุ้งร้าง ฯลฯ

เนื่องจากพื้นที่ดินที่ใช้ในการเกษตรทุกวันนี้มีจำนวนจำกัดไม่อาจขยายพื้นที่ได่อีกแล้ว แต่ขณะเดียวกันจำนวนประชากรของประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี จึงมีความจำเป็นต้องทำกากรฟื้นฟูทรัพยากรดินที่เสื่อมโทรมซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมทั้งประเทศหลายล้านไร่ให้กลับมาใช้ประโยชน์ในทางการเกษตร มีข้อมูลผลงานวิจัยทั้งในต่างประเทศและภายในประเทศเกี่ยวกับวิธีการฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรม เช่น การใช้อินทรียวัตถุ ปูนชนิดต่างๆ สารสังเคราะห์โพลิเมอร์ ตลอดจนวัสดุที่เป็นผลพลอยได้จากโรงงานอุตสาหกรรม และเขตชุมชน นำมาเป็นวัสดุปรับปรุงดิน ในบรรดาวัสดุปรับปรุงดินเหล่านี้ยิปซัมมีสมบัติที่ดีเด่นหลายประการ ในการแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรมทั้งทางกายภาพ ทางเคมี และชีวภาพ จนอาจกล่าวได้ว่า หากมีการนำยิปซัมมาใช้ประโยชน์ในทางการเกษตรอย่างเหมาะสม จะมีส่วนในการเสริมสร้างความยั่งยืนให้แก่ดินและพืชในระยะยาว

ยิปซัมคืออะไร?

ยิปซัม คือ แร่เกลือจืด เป็นสารประกอบแคลเซี่ยมซัลเฟต มีสูตรทางเคมี คือ CaSO4. 2H2O เป็นผลึกสีขาวหรือไม่มีสี เนื้ออ่อน มีปฏิกริยาเป“นกลาง ละลายในน้ำได้ขึ้นอยู่กับความละเอียดของเนื้อยิปซัม ยิปซัมอาจแบ่งออกเป“น 2 ชนิดคือ

1. ยิปซัมที่เกิดตามธรรมชาติจากการตกตะกอนของทะเลเก่าที่เป็นแอ่งใหญ่ ในใจกลางของประเทศในประเทศ ในประเทศไทยพบแหล่งใหญ่เกิดอยู่ในบริเวณพื้นที่จังหวัดพิจิตร นครสวรรค์และในพื้นที่ภาคใต้เป็นแร่ยิปซัมที่มีความบริสุทธิ์ 96-98% ประกอบด้วยธาตุแคลเซี่ยม 23% Ca กำมะถัน (ในรูปของซัลเฟต) 17% S เป“นชนิดที่เหมาะสมต่อการนำมาใช้ในการเกษตรได้ดี

2. ยิปซัมที่เกิดจากผลพลอยได้ของอุตสาหกรรมการผลิตปุ๋ยเคมี ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตปุ๋ยฟอสเฟต ในการผลิตกรดฟอสฟอริคจากแร่หินฟอสเฟต

ส่วนที่เป็นผลพลอยได้มีชื่อเรียกว่า ฟอสโฟยิปซัม ซึ่งอาจมีสารฟลูออไรด์และธาตุโลหะหนักหลายชนิดเจือปนอยู่ได้แก่สารหนู ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม มีความเป็นกรดอยู่มาก และมีสารกัมมันตภาพรังสีปนเปื้อนเช่น เรเดียม ที่มีค่าเกินกว่าเกณฑ์กำหนดค่ามาตรฐานความปลอดภัย เกิดมลพิษต่อดิน พืชและสิ่งแวลล้อม จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ทางด้านการเกษตร ยิปซัมที่เกิดจากการใช้ถ่านหินลิกไนท์เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าจะมีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ปนเปื้อนจากปล่องควันโรงงานการกำจัดควันพิษด้วยการทำปฏิกิริยากับหินปูนที่ผสมกับน้ำจะได้ผลพลอยได้คือ ยิปซัมซึ่งยังมีธาตุโลหะหนักปนเปื้อน

ผลจากการใช้ทรัพยากรที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำให้มีพื้นที่ดินเสื่อมโทรมที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตพืชต่ำทั้งปริมาณและคุณภาพมากมาย ปัญหาทางกายภาพได้แก่ ผิวดินจับกันแน่นน้ำซึมได้ยาก มีน้ำที่เป็นประโยชน์ได้น้อยลง พืชจึงเหี่ยวเฉาง่าย ในกรณีที่มีฝนตกมาก เกิดปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้ยังมีปัญหาดินเป็นกรดมากขึ้น ดินที่ใช้ในการเกษตรมานาน ขาดการปรับปรุงบำรุงดินที่เหมาะสม จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข การใช้ยิปซัมเป็นวัสดุปรับปรุงดิน จะช่วยแก้ปัญหาผิวดินจับตัวกันแน่น ทำให้น้ำและอากาศผ่านลงไปในดินชั้นล่างได้ดีขึ้น พืชดูดใช้น้ำและอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาทางเคมีและชีวภาพ ยิปซัมช่วยลดสภาพดินเป็นกรดในดินชั้นล่างลดการเกิดโรคพืช ช่วยฟื้นฟูดินเค็มให้กลับมาใช้ปลูกพืชได้เป็นปกติ ยิปซัมนอกจากช่วยปรับสภาพดินแล้วยังเป็นแหล่งให้ธาตุแคลเซี่ยม และกำมะถันที่จำเป“น แก่พืชเศรษฐกิจ ในภาวะการณ์ปัจจุบันที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีในการเพิ่มผลผลิตพืช ระบบการเกษตรแบบประณีต ทำให้ดินขาดความสมดุลของธาตุอาหารโดยเฉพาะแคลเซี่ยมและกำมะถันที่มีอยู่ในดินสูญเสียไปจากการถูกชะล้างจำนวนมากทุกปี การใส่ยิปซัมในระบบการจัดการดินที่เหมาะสมจะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างระบบดิน-พืช ให้เกิดความยั่งยืนได้

บทความโดย :: โดย ดร.สำเนา เพชรฉวี

ข้อแตกต่างระหว่าง ปูนเพื่อการเกษตร และยิปซั่ม

ปูนเพื่อการเกษตร
1.ปรับสภาพดินกรดที่มีค่า พีเอช ต่ำให้สูงขึ้น
2.ละลายน้ำได้ยากจึงปลดปล่อยธาตุแคลเซียมให้เป็นประโยชน์ ต่อพืช ได้น้อย จะต้องไถพรวนคลุกเคล้ากับดินที่เป็นกรด จึงจะแลกเปลี่ยนประจุแคลเซียมให้กับดินและพืชได้
3.ไม่เคลื่อนย้ายสู่ดินชั้นล่าง เมื่อมีการให้น้ำ คงอยู่ในเฉพาะระดับที่ใส่หรือไถพรวน
4.ไม่แก้ไขปัญหาดินเค็มที่เกิดจากเกลือโซเดียม
5.ทำให้ผิวดินเกาะตัวกันแน่นน้ำซึมยากในกรณีที่มี การหว่านปูนไว้บนผิวดิน
6.ดินที่มีพี-เอช 7 หรือสูงกว่า แคลเซียมจะ อยู่ในรูปที่ละลายในน้ำยากจึงเป็นประโยชน์ต่อพืชได้น้อย
7.ไม่สามารถ ลดความเป็นกรดในดินชั้นล่างได้เนื่องจากละลายน้ำได้ยาก
8.ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้ธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ถูกตรึงในดินอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์แก่พืชในดินได้น้อย ทำให้พืชขาดธาตุอื่นได้ เช่น ฟอสฟอรัส เหล็ก สังกะสี

ยิปซั่ม
1.มีผลกระทบเล็กน้อยต่อการเปลี่ยนแปลงค่าพีเอช ของดิน
2.อยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้จึงปลดปล่อยให้แคลเซียมและกำมะถัน
3.ให้รากพืชดูดไปใช้ ประโยชน์ ได้ง่ายทัน ต่อความต้องการของพืช
4.เคลื่อนย้ายสู่ดินชั้นล่างเมื่อมีการให้น้ำ
5.แก้ไขปัญหาดินเค็มที่เกิดจากเกลือโซเดียม โดยประจุแคลเซียมในยิปซัมจะเข้าไปแลกที่ประจุโซเดียมในอนุภาคดิน แล้วโซเดียมจะถูกชะล้างออกไปจากดินได้โดยง่าย
6.แก้ไขปัญหาผิวดินเกาะตัวกันแน่น ทำให้ดินร่วนซุยมีช่องว่างซึ่งยอมให้น้ำและอากาศ
ผ่านลงไปในดินได้ง่าย
7.สามารถใส่ได้ทั้งดินที่เป็นกรด พี-เอช ต่ำ และดินด่างที่มี พี-เอช สูง
จะปลดปล่อย แคลเซียมเป็นประโยชน์ต่อพืชได้
8.ช่วยยับยั้งหรือ ลดความเป็นกรดในดินชั้นล่างได้
9.ไม่มีผลกระทบต่อ พืชอย่างรุนแรงและยังช่วย ลดความเป็นพิษของธาตุชนิดอื่นที่สะสมอยู่ในดินมากเกินไปจนเป็นพิษแก่พืช

—————————————————————-———————-
รับสมัครตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

- ราคาส่ง หรือจำนวนมาก ราคาพิเศษจนต้องรีบซื้อ
- คุณภาพรับประกัน วิเคราะห์สม่ำเสมอ และยินดีให้วิเคราะห์ตลอด
- สามารถส่งวิเคราะห์ และออกใบรับรองให้ร้านค้าได้
- ราคาส่งติดต่อโดยตรง คุณเอ๊กซ์ 0811979878
- รับทำยี่ห้อของลูกค้า ไม่คิดค่าบรรจุ เพียงเอากระสอบให้เราเท่านั้น( 10,000 ใบในครั้งแรก)
- ยินดีให้บริการวิชาการ/จัดรายการ/ช่วยการตลาดสำหรับร้านค้า โดยนักวิชาการด้านดินโดยตรง จาก ม.เกษตรศาสตร์

ยิปเม็ดบรรจุกระสอบ.
บริสุทธิ์ 98% , แคลเซียมที่เป็นประโยชน์ 32%

กระสอบ 25 กก. ตันละ 5,500 บาท
กระสอบ 50 กก. ตันละ 5,100 บาท
(ขั้นต่ำ 32 ตัน/ไม่มีขั้นต่ำ ถ้าลูกค้ามารับของเอง)

ยิปผงบรรจุกระสอบ.
บริสุทธิ์ 98% , แคลเซียมที่เป็นประโยชน์ 32%

—————————————————————-
———————-
Gypsum Powder 300x200 การใช้ยิปซัมปรับปรุงดิน One Ton Bags 300x252 การใช้ยิปซัมปรับปรุงดิน

Bigpack 1 ตัน ๆ ละ 3,500 บาท (คืนถุง)(ขั้นต่ำ 32 ตัน/ไม่มีขั้นต่ำ ถ้าลูกค้ามารับของเอง)
กระสอบ 50 กก. ตันละ 3,700 บาท (กระสอบขาวไม่มีตรา)

* เป็นราคาหน้าโรงงาน,รับสินค้าเอง,ไม่รวมค่าขนส่ง
* ราคาดังกล่าวเป็นราคาเปิด มีราคาลดสำหรับปริมาณมาก

ติดต่อคุณธนากร 0811979878 (thanakorn@koomtritong.com)

—————————————————————-———————-

Incoming search terms:

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

รูปรถไถนิวฮอลแลนด์

 รูปรถไถนิวฮอลแลนด์  รูปรถไถนิวฮอลแลนด์  รูปรถไถนิวฮอลแลนด์

 รูปรถไถนิวฮอลแลนด์  รูปรถไถนิวฮอลแลนด์  รูปรถไถนิวฮอลแลนด์

 รูปรถไถนิวฮอลแลนด์  รูปรถไถนิวฮอลแลนด์  รูปรถไถนิวฮอลแลนด์

 รูปรถไถนิวฮอลแลนด์  รูปรถไถนิวฮอลแลนด์  รูปรถไถนิวฮอลแลนด์

 รูปรถไถนิวฮอลแลนด์  รูปรถไถนิวฮอลแลนด์  รูปรถไถนิวฮอลแลนด์

Incoming search terms:

Tags: , , ,

เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ ส่งเสริมผู้ประกอบการการผลิตภาคการเกษตร

เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ เครื่องแรก เครื่องเดียวในโลก
ลิขสิทธ์ร่วมระหว่าง มทร.ธัญบุรีและสถานประกอบการ สมรรถนะเต็มเปี่ยม

 เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ ส่งเสริมผู้ประกอบการการผลิตภาคการเกษตร  เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ ส่งเสริมผู้ประกอบการการผลิตภาคการเกษตร

 เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ ส่งเสริมผู้ประกอบการการผลิตภาคการเกษตร  เครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ ส่งเสริมผู้ประกอบการการผลิตภาคการเกษตร

ประชากร ่วนใหญ่ในประเทศไทยยึดอาชีพเกษตรกรรม ปุ๋ยจึงมีความจำเป็นสำหรับการปลูกพืช ปุ๋ยที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบันคื ซึ่งสามารถผลิตใช้เอง ราคาไม่แพง ีกทั้งยังทำใหุ้ณสมบัติของดินดีขึ้น สามารถผลิตขึ้นโดยกรรมวิธีต่างๆ แต่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ก็จะต้องนำเอาวัตถุดิบมาผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลง ต่าง ๆ ทางชีวภาพเสียก่อน ีวัตถุหลายประเภทที่สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้ ยกตัวอย่างการนำเศษพืชเศษปลาที่ีในท้องถิ่นไปใส่ในดินสามารถทำให้ดินร่วน

ใน ปัจจุบันมีการตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นจำนวนมาก ในโรงงานการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาสิ้นเปลืองค่าแรงงานมากโดย เฉพาะในขั้นตอนการผสมปุ๋ยและขั้นตอนการกลับปุ๋ย ประกอบกับในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบที่ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายนั้น จะมีมีก๊าชแอมโมเนีย ก๊าชคาบอนไดออกไซด์ และความร้อนเกิดขึ้นขั้นตอนการกลับปุ๋ย ทำให้เป็นอันตรายกับคนงาน เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าแรงคนและมีความปลอดภัยทางด้านสุขภาพ

ผศ.ไพบูลย์ แย้มเผื่อน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้ออกแบบและสร้าง ?เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัตโนมัติต้นแบบ? ขึ้นมา

ผศ.ไพบูลย์ เล่าว่า ?เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัตโนมัติต้นแบบ? มีส่วนประกอบคือ
1) แท่นเครื่องขนาดกว้าง 0.5 เมตร ยาว 4 เมตร จะยึดกับล้อ 4 ล้อและเคลื่อนไปกลับบนราง ยาว 35 เมตร
2)
ใบผสมขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.90 เมตร ยาว 4 เมตร แบ่ง 6 ชุดๆละ 4 ใบ แต่ละชุดวางมุมสลับทำมุมกัน 45 องศา เพื่อลดแรง โดยมีลูกปืนรองรับเพลา 3 ช่วง
ในการหมุนของใบผสมสามารถหมุนได้ทั้งทวนเข็มและตามเข็มนาฬิกา
3) ชุดส่งกำลัง ใบผสมถูกขับส่งกำลังด้วยมอเตอร์ขนาด 3 กำลังม้า ใช้ไฟฟ้า 220 โวลต์ โดยผ่านสายพานและโซ่ มีตัวทดรอบ(เพื่อทำให้ความเร็วที่ส่งจากมอเตอร์ลดความเร็วลง) และชุดส่งกำลังขับเคลื่อนแท่นถูกขับส่งกำลังด้วยมอเตอร์ขนาด 1.5 กำลังม้า ใช้ไฟฟ้า 220 โวลต์ โดยผ่านสายพานและโซ่ มีตัวทดรอบเช่นกัน
4) ชุดส่งสายไฟ จะถูกแขวนบนลวดสริงด้วยรอกเป็นขดๆ และสามารถเคลื่อนขยายเข้าออกไปตามแท่นเครื่องที่เคลื่อนไปได้
5)
ระบบฉีดน้ำ ใช้ปั้มขนาด 1.5 แรงม้า ดูดจากบ่อที่มีความกว้าง 0.40 เมตร ยาว 30 เมตร ขนานกับราง หัวฉีดมี 2 ชุด คือชุดหน้าและชุดหลังเพื่อใช้ได้ทั้งเดินไปและเดินกลับ ทำด้วยท่อ PVC ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ตรงหัวฉีดยาว 4 เมตร จะเจาะรูเป็น 3 แถว สลับฟันปาก ทั้งชุดหน้าและชุดหลังชุดละประมาณ 34 รู ใช้ในการฉีดน้ำและน้ำจุลินทรีย์ลงไปที่กองปุ๋ย
6) ชุดควบคุม ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์(PLC) สามารถควบคุมด้วยมือหรืออัตโนมัติก็ได้ แบ่งการควบคุมออกเป็น 3 ส่วน คือ ควบคุมความเร็วของใบผสม ควบคุมความเร็วการเคลื่อนที่ของเครื่องผลิตปุ๋ยที่เคลื่อนที่ไปตามรางยาว 35 เมตร และควบคุมการไหลของน้ำหรือน้ำจุลินทรีย์

สำหรับสมรรถนะของเครื่องผลิตปุ๋ยอัตโนมัติ
1) สามารถผลิตปุ๋ยได้ครั้งละ 20-25 ตัน หรือจำนวนตามที่ลูกค้าต้องการก็ได้ โดยใช้เวลาประมาณ 3 วัน (จากเดิมที่ต้องใช้เวลาประมาณ 6-7 วัน)
2) ใช้เวลาในการเดินเครื่องผสมปุ๋ยหรือกลับปุ๋ยประมาณ 20 นาทีต่อครั้ง โดยใช้คนงานคุมเพียง 1 คน (จากเดิมต้องใช้เวลา 4 ชั่วโมงต่อครั้ง
ใช้คนงานจำนวน 12 คน) สามารถประหยัดค่าแรงงานได้
3) สามารถหมุนผสมและเดินไป-กลับอัตโนมัติหรือควบคุมเองได้
4)
สามารถฉีดน้ำและปรับอัตราไหลได้
5) เกิดความปลอดภัยจากก๊าชแอมโมเนีย ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์และความร้อนที่เกิดขึ้นในระหว่างการย่อยสลาย
ที่สำคัญเครื่องดังกล่าวใช้ไฟบ้านทำให้เสียค่าไฟฟ้าประมาณ120 บาทต่อการผลิตปุ๋ย20-25 ตัน(จากเดิมใช้แรงงานประมาณ25,000 บาท
ต่อการผลิตปุ๋ย20-25 ตัน )

?หนุ่ย? นายปุณกัณฐ์ วรรณคำ พนักงานของโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม เอ็ม โอ เครื่องมือเกษตร เล่าว่า หลังจากที่ทางอาจารย์เข้ามาออกแบบเครื่องผลิตปุ๋ยต้นแบบดังกล่าว ลดต้นทุนในการจ้างแรงงาน จากแต่ก่อนที่โรงงานจะต้องมีคนงานประมาณ 12 คน ตอนนี้ก็ลดแรงงานลง ไม่ต้องเสี่ยงกับก๊าชแอมโมเนีย และความร้อน -60 องศาเซลเซียสที่เกิดระหว่างการกลับปุ๋ย ส่งผลต่อสุขภาพ ระหว่างที่ทำงานตนเองก็ไม่ต้องลงไปผสมและกลับปุ๋ยเอง เพียงแค่ยืนควบคุมตัวเครื่อง หรือถ้ามีงานอื่นก็สามารถไปทำงานนั่นได้ โดยตั้งระบบตั้งอัตโนมัติ เครื่องจะสามารถผสมปุ๋ยและกลับไป-กลับเองได้

เครื่อง ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ต้นแบบที่อาจารย์ออกแบบเป็นเครื่องต้นแบบ ที่ผลิตโดยคนไทยและไม่มีที่ไหนมาก่อนทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันอาจารย์ได้จดสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งต้นทุนในการสร้างเครื่องต้นแบบนี้ราคาประมาณ 500,000/เครื่อง ในอนาคตอาจารย์จะออกแบบปรับขนาดให้สะดวกกับการใช้ โดยอาจารย์ตั้งราคาการผลิตเครื่องไว้สำหรับผู้ที่สนใจเช่น ความกว้าง 1.5 เมตร ความยาวราง 10 เมตร ปรับความเร็วของการหมุนผสมไม่ได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 3 ตัน/ครั้ง ราคา 200,000 บาท/เครื่อง ถ้าปรับความเร็วการหมุนผสมได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ราคา 250,000 บาท/เครื่อง ความกว้าง 2.5 เมตร ความยาวราง 20 เมตร ปรับความเร็วในการหมุนผสมไม่ได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 10 ตัน/ครั้ง ราคา 300,000 บาท/เครื่อง ถ้าปรับความเร็วการหมุนผสมได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ราคา 350,000 บาท ความกว้าง 4 เมตร ความยาวของราง 30 เมตร ปรับความเร็วการผสมไม่ได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 20 ตัน/ครั้ง ราคา 450,000 บาท ถ้าปรับความเร็วการผสมได้ ปรับความเร็วการเดินขับเคลื่อนได้ ผลิตปุ๋ย 20 ตัน/ครั้ง ราคา 500,000 บาท เกษตรกรหรือว่าผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ผศ.ไพบูลย์ โทร.081-3537754 หรือ E-mail : pailboon.y@en.rmutt.ac.th และสามารถดูเครื่องผลิตปุ๋ยต้นแบบได้ที่ โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม เอ็ม โอ เครื่องมือเกษตร ที่ตั้ง 5/2 ม. 5 ถ.อดิเรกสาร ต.ผึ้งรวง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี 18000

Incoming search terms:

Tags: , , , , , , , , , ,

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผลิตเครื่องปอกฝรั่งประหยัดแรงงาน ส่งเสริมอาชีพเกษตรกร

ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ิดค้นเครื่องปอกเปลือกฝรั่งขึ้น เพื่อช่วยทุ่นแรงให้แก่ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับไม้ผลอื่นๆ ให้เกิดเป็นอาชีพได้ครับ

คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประสบความสำเร็จประดิษฐ์เครื่อง ปอกฝรั่ง ได้เร็วกว่าคนปอก ช่วยลดระยะเวลา งบประมาณ แรงงานและขั้นตอนในการผลิตฝรั่งแช่บ๊วย และสามารถปอกผลไม้ทรงกลมอื่นที่นิยมมาทำเป็นผลไม้แช่บ๊วยได้ด้วย โดยใช้แรงงานคนเพียงคนเดียว และยังพัฒนาเครื่องคลุกน้ำบ๊วยเพื่อผลิตฝรั่งแช่บ๊วยครบวงจรอีกด้วย

การวิจัยนี้เป็นผลงานของ ผศ.ดร.ุดสายสิน แก้วเรือง หน.ทีมวิจัย ดร.ดลฤดี ใจสุทธิ์ ดร.รติ ธุวพาณิชยานันท์ และนายกฤตภัทร คล้ายรัศมี จากภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ

ผศ.ดร.สุดสายสิน แก้วเรือง กล่าวว่า จากปัญหาการผลิตฝรั่งแช่บ๊วยที่แต่ละครั้งต้องใช้แรง งานคนเป็นจำนวนมากในการปอกเปลือกฝรั่ง เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลามาก สิ้นเปลืองเวลาและแรงงาน คณะนักวิจัยจึงมุ่งพัฒนาเครื่องปอกฝรั่งขึ้น โดยมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน คื ถังปอกทรงกลม ทำจากเหล็กกล้าไร้สนิ ผนังเคลือบด้วยหินกากเพชรเป็นผิวขัดหยาบ จานหมุน ติดตั้งที่ก้นถังปอกเป็นแผ่นกลม ทำจากเหล็กกล้าไร้สนิมเคลือบด้วยหินกากเพชร และพอกหินกากเพชรให้นูนเป็นเส้นผ่านจุดศูนย์กลางของจานจำนวน 4 แนว ทำให้จานหมุนมีลักษณะคล้ายใบพัด โดยมีสันนูนเป็นครีบใบพัด และโครงยึด ทำหน้าที่ยึดถังปอก มอเตอร์และชิ้นส่วนอื่นๆ เข้าด้วยกัน ีขนาดกว้าง ยาว สูง เท่ากับ 540 มม.x705 มม.x757 มม. ีน้ำหนักรวม 30 กก. และมีประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น ประหยัดเวลาและแรงงาน และยังนำไปใช้ปอกเปลือกผลไม้ทรงกลมอื่นๆ อาทิ พุทรา แอปเปิลเขียว ได้อีกด้วย

สำหรับคุณสมบัติเด่นของเครื่องนี้ สามารถปอกฝรั่งได้ 10 ผล หรือประมาณ 4 กก./ครั้ง ใช้เวลาเพียง 1 นาที ขณะที่เครื่องกำลังทำงานต้องมีน้ำเลี้ยงก้นถังสูงถึงระดับ 3 ใน 4 ของความสูงของผลฝรั่ง จานหมุนจะเหวี่ยงให้ผลฝรั่งไปกระทบกับผิวขัดหยาบที่ผนังของถังปอก ผิวเปลือกจะค่อยๆ ถูกขัดไปทั่วทั้งผลจนสะอาด ยกเว้นที่ขั้วจุกและตาก้นของผล ซึ่งต้องนำไปตกแต่งด้วยอุปกรณ์ปอกอีกเล็กน้อย ส่วนผิวเปลือกที่ถูกขัดออกจะปนอยู่ในน้ำที่เลี้ยงก้นถัง จึงควรเปลี่ยนน้ำเลี้ยงก้นถังทุก 20 กก. หรือทุก ผล โดยเครื่องสามารถปอกที่อัตรา 80 กก./ชม. ใช้พลังงานไฟฟ้า 0.25 หน่วย คิดเป็นเงิน 1.25 บาท หรือจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 1.25 บาท/80 กก. ซึ่งหากใช้คนปอกจะต้องใช้เวลา 400 นาที อัตราค่าจ้างเท่ากับ 160 บาท ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าใช้คนปอกถึง 128 เท่า และสามารถทำงานได้เร็วกว่าคนปอกถึง 6.7 เท่าต่อ 1 คน

นอกจากนี้ คณะวิจัยยังได้พัฒนาเครื่องคลุก????????? น้ำบ๊วยเพื่อใช้ร่วมกับเครื่องปอกฝรั่ง ทำให้กระบวนการผลิตฝรั่งแช่บ๊วยสะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยใช้แรงงานคนเพียงคนเดียวก็ทำงานได้ครบวงจร อัตราสิ้นเปลืองพลังงานน้อย ผู้ประกอบการและผู้สนใจสามารถขอรับคำปรึกษาและสอบถามรายละเอียดได้ที่ ผศ.ดร.สุดสายสิน แก้วเรือง โทร.0-2561-3482

สนับสนุนข่าวโดย นสพ.ไทยโพสต์

Incoming search terms:

Tags:



เว็บไซต์เพื่อนบ้าน ทั้งหมด



ยินดีต้อนรับเพื่อนบ้าน

<a href="http://kasetonline.com/" target="_blank" ><img alt="All About Agriculture" src="http://kasetonline.com/images/banner88x31-kasetonline.gif" border="0" width="88" height="31"></a>

นำ code ของเราไปวาง
และส่ง code มาให้เราที่
webmaster@kasetonline.com

ถ้าสะดวกแลก banner ที่หน้าแรก
เรายินดีติดที่หน้าแรกเช่นกันครับ
ฟรี !!! ไม่เสียเงินครับ


• Thai Airline
    • Phuket Airline
    • Rc Hlicopter for sale
    • How to Control Helicopter
    • Cheapest Rc Hlicopter
    • Thailand Trends
    • Airline Jobs/career
    • Thai Movies
    • Study Abroad
    • Thailand Amulets
    • Thai Food
    • Thailand Photo
    • Thailand Travel
    • Agricultural in Thailand
    • All Seminar in Thialand
    • Hotels/Resorts News
    • Thailand Situation Updated
    • Thailand Real Estate
    • Thailand Network
    • Thailand Trees
Thailand Information
    • 7 Romantic Places In Bangkok
    • Accomodation
    • Activities
    • Candle Festival parade
    • Communication
    • DINNING
    • Entertainment
    • King of Thailand
    • MAP OF THAILAND
    • POLITIC
    • Real Time flight Schedules
    • Regions of Thailand
    • Retirement Visa in Thailand | Finance
    • Shopping
    • Special Interest
    • Sports
    • Thai Culture
    • THAI SOCIAL STRUCTURE
    • Thailand In Brief
    • Thailand’s Rainy Season
    • Transportation
    • Useful Information
    • Visas & Regulations
    • WEATHER
Markets & Money

    • credit card
    • Exchange Rate
Event & Festival
    • Buffalo Village in Thailand
    • Candle Festival parade
    • Dok Krachiao Blooming Festival
    • Flowers monks Festival.
    • Hua Hin Jazz Festival
    • Hua Hin Thailand | Thailand Travel Guide
    • Krabi Rock&Fire International Contest
    • LA F�TE 2010
    • Lee Pe Island Ship Buoying Festival
    • Mercedes Trophy Junior Golf Master Final
    • Phuket Music Festival
    • The Candle Festival
    • The Royal Ploughing Ceremony
    • Vesak 2010 (Visakha Bucha Day)
    • Yasothon Bun Bangfai Rocket Festival
Business In Thailand
    • Economic
    • Export
    • Important Contact
    • Regulations
    • Start Business in Thailand
    • Taxation
Thailand History
    • Ancient Civilizations
    • Ayutthaya
    • Classical Era
    • Democracy
    • End of Absolute Monarchy&Military rule
    • Initial states of Thailand
    • King of Thailand
    • Sukhothai and Lanna
    • Thonburi and Bangkok period
Other
    • Advertise
    • Events
    • Flight Reservation
    • Job
    • Link Exchange
    • Shopping
    • Weather
    • World Time
Travel Review
    • Ancient City
    • Buffalo Village in Thailand
    • Flowers monks Festival.
    • One Day Trip
    • The Erawan Museum

Facebook