อันตรายจากยาปราบศัตรูพืช
อันตรายจากยาปราบศัตรูพืชเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับวิทยาการที่ก้าวหน้าไป อย่างไม่หยุดยั้ง และการมุ่งเพิ่มผลผลิตในทางเกษตรกรรม แต่ในขณะเดียวกันเกษตรกรผู้ใช้ก็ได้รับอันตรายถึงขั้นเจ็บป่วย พิการ และเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก
นอกจากอันตรายจากยาปราบศัตรูพืชจะ เกิดขึ้นกับเกษตรกรโดยตรงแล้ว ยังส่งผลกระทบถึงประชาชนผู้บริโภคผลิตผลจากเกษตรกรรมอีก เช่น ผักสด ผลไม้ หากแต่เป็นอันตรายแอบแฝงที่อาจยังไม่ปรากฏผลทันทีทันใด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการนำสารพิษจำพวกนี้มาเป็นเครื่องมือฆ่าตัวตาย คงจะเคยได้ยินกันมาบ่อยๆทางสื่อมวลชนว่า มีคนกินยาฆ่าแมลงเพื่อฆ่าตัวตายหรือการได้รับสารพิษโดยอุบัติเหตุ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ปรากฏอยู่เนืองๆ
คอลัมน์เรื่องน่ารู้ฉบับนี้ รองศาสตราจารย์นายแพทย์วิทูร อัตนโถ แห่งภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จะมาอธิบายให้เราได้รับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายจากยาปราบศัตรู พืช รวมทั้งการป้องกันดูแลรักษาตนเองและการช่วยเหลือผู้ได้รับสารพิษขั้นต้น
สารเคมีที่ใช้ปราบศัตรูพืชมีหลายประเภท ได้แก่
1. ยาฆ่าแมลง
2. ยาปราบศัตรูพืช
3. ยาเบื่อหนู
4. ยาฆ่าเชื้อรา
5. อาจรวมไปถึงยาทาไล่ยุงด้วยก็ได้
แต่ละประเภทที่พูดถึงนี้ยังจำแนกเป็นกลุ่มย่อยๆออกไปอีก เช่น ยาฆ่าแมลง ประกอบด้วย
1. ออร์กะโนฟอสเฟต มีชื่อเรียกกันติดปากว่า “พาราไทออน” เป็นที่รู้จักในหมู่เกษตรกรว่า ยาตราหัวกะโหลกไขว้ และยาเขียวฆ่าแมลง
2. คาร์บาเมต
3. ออร์กะโนคลอรีน เช่น ดีดีที
4. ไพรีทรอยด์ หรือไพรีทรัม
ที่เขาแบ่งเป็นกลุ่มเพราะว่า ทำให้เกิดพิษและออกฤทธิ์ต่างกัน
สำหรับกลุ่มที่ 1 ออร์กะโนฟอสเฟต และกลุ่มที่ 2 คาร์บาเมตนั้น ออกฤทธิ์ไปยับยั้งเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส (cholinesterase) ของร่างกายไม่ให้ทำงาน ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน ปวดท้อง ท้องเดิน น้ำลายฟูมปาก กล้ามเนื้อกระตุก ชัก หายใจลำบาก ตัวเขียว หยุดหายใจ อาจถึงตายได้
สำหรับกลุ่มที่ 3 ออร์กะโนคลอรีน ก็มีพิษเหมือนกัน โดยทำให้ชักหมดสติและตายได้ ซึ่งเป็นอันตรายที่รุนแรงเช่นเดียวกัน พวกนี้ที่เรารู้จักกันดีก็คือ ดีดีที นอกจากนั้นก็มีตัวอื่นอีก เช่น ดีลดริน (dieldrin) เอนดริน (endrin) เป็นต้น
กลุ่มที่ 4 ไพรีทรอยด์หรือไพรีทรัม ได้มาจากการเอาเกสรดอกไพรีทรัมมาสกัด มีตัวยาอยู่แค่ 0.1% ใช้ฆ่าแมลงหรือฆ่ายุงได้ผลดี กว่าจะเก็บดอกไม้มาสกัดได้ 0.1% ต้องลงทุนสูง ในปัจจุบันเขาจึงสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ เรียกว่า ไพรีทรอยด์ มีใช้อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะเพื่อกำจัดยุง
ยาในประเภทที่ 1 ที่เรียกยาฆ่าแมลงนี้มีใช้ในครัวเรือนและใช้ในเกษตรกรรม โดยเฉพาะที่ใช้ในในทางเกษตรกรรมมีความเข้มข้นสูง เช่น 50% อันตรายจึงมีมากกว่าในครัวเรือน เพราะยาฆ่าแมลงที่ใช้ในครัวเรือนใสกว่า มีเปอร์เซ็นต์ต่ำไม่เกิน 1% อันตรายจึงต่างกัน
การเข้าสู่ร่างกายของสารพิษกุล่มที่ 1,2 และ 3 นั้น ส่วนใหญ่เข้าได้ 3 ทางด้วยกันคือ ทางหายใจ โดยการหายใจเอาละอองหรือกลิ่นเข้าไปโดยกินเข้าไปโดยตรง และโดยการซึมผ่านทางผิวหนัง ยก เว้นประเภทที่ 3 บางชนิดก็ไม่สามารถซึมผ่านทางผิวหนังได้ นอกจากนั้นเข้าได้เพียง 2 ทางคือโดยการกินและการหายใจเมื่อเข้าไปแล้วทำให้เกิดอาการต่างๆกัน ความรุนแรงของอาการพิษที่เกิดขึ้นถึงขั้นสุดท้ายคือตาย ฉะนั้น ขึ้นชื่อว่ายาฆ่าแมลงแล้วละก็ถึงตายได้ทั้งนั้น ยกเว้นไพรีทรอยด์เพราะฤทธิ์มันอ่อนมาก
มาประเภทที่ 2 ยาปราบศัตรูพืช ใช้เฉพาะในทางเกษตรกรรมที่ได้รับความนิยมมาก คือ กลุ่มพาราควอต รู้จักกันในชื่อกรัมม็อกโซน เนื่องจากพาราควอตมีคุณสมบัติที่ดีมากคือ มันไม่ทำให้เกิดพิษตกค้างเป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อฉีดพ่นลงไปทำลายวัชพืชเรียบร้อยแล้วตกลงสู่พื้นดินก็จะหมดฤทธิ์ทันที เพราะสารพวกนี้จะมีประจุไฟฟ้าที่ตรงข้ามกับประจุไฟฟ้าของดิน เกิดการดูดซับเข้าหากันกลายเป็นสารไม่มีพิษทันที
ต่างกับดีดีทีหรือออร์ กะโนคลอรีน พวกดีดีทีที่เสื่อมความนิยมลงไป เพราะมีพิษตกค้างหลงเหลืออยู่ในดินได้เป็นเวลานาน พืชจะดูดซึมเข้าไปในลำต้น ใบ ดอก ผล เป็นพิษตกค้างในพืช เมื่อคนกินเข้าไปจะสะสมอยู่ในร่างกายเกิดเป็นพิษขึ้นได้
ประเภทที่ 3 ยาเบื่อหนู ใช้ ในทางเกษตรกรรมและในครัวเรือน ขอยกตัวอย่างกลุ่มวอร์ฟารินหรือราคูมิน กินเข้าไปแล้วมีผลต่อเลือด ทำให้เลือดออกไม่หยุด ตายได้ แต่การจะเกิดอย่างนี้ต้องกินเข้าไปติดต่อกันหลายๆครั้ง หรือกินครั้งเดียวจำนวนมาก อีกกลุ่มหนึ่งคือ ซิงค์ฟอสไฟด์ เป็นผงสีดำๆ กินเข้าไปทำให้เกิดคลื่นไส้ อาเจียน และเป็นพิษต่อตับและไตได้
ประเภทที่ 4 ยา ฆ่าเชื้อรา มีหลายกลุ่มๆที่เป็นอันตรายมากเขาก็พยายามเลิกใช้หันมาใช้ที่มีอันตรายน้อย ลงคือ ไม่เกิดพิษให้เห็นทันตา แต่อันตรายแอบแฝงที่เรากำลังศึกษากันอยู่คือ การทำให้ยีนส์เกิดการผ่าเหล่าหรือมิวเตชั่นยีนส์ (mutation genes) อาจทำให้เกิดมะเร็งเป็นผลในอนาคตซึ่งเรายังไม่รู้อีกเป็นจำนวนมาก มาสมัยนี้ในการปราบศัตรูพืชเขานิยมใช้แบคทีเรียหรือไวรัสกำจัดแมลงแทนสาร เคมี เช่นแบคทีเรีย เมื่อฉีนพ่นลงไป สามารถจำจัดแมลงตัวอ่อนได้ วิธีนี้ไม่มีอันตราย เพราะไม่ทำให้คนติดโรคและได้รับสารพิษ
เมื่อได้รับสารพิษเข้าไปแล้วจะแก้ไขได้อย่างไร
สำหรับสาเหตุของการเกิดพิษมี 4 ประการคือ
1. กินเข้าไปด้วยการจงใจ
2. กินด้วยอุบัติเหตุ เช่น เมา หยิบผิด
3. กินเข้าไปโดยถูกฆาตกรรม
4. ได้รับอันตรายจากการประกอบอาชีพ
การปฐมพยาบาลต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกว่า ได้รับพิษเข้าไปโดยทางใด ถ้าสงสัยว่า โดยการกิน ต้องนำผู้ได้รับพิษมากระตุ้นให้อาเจียนก่อน ด้วยการล้วงคอหรือกรอกนม ไข่ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมา และจะต้องทำโดยเร็วที่สุด เพราะการทำให้อาเจียนสามารถกำจัดสารพิษออกได้ดีที่สุด
สำหรับสารกลุ่มพา ราควอตหรือกรัมม็อกโซน เพราะสารพิษตัวนี้เป็นเหตุของการเกิดพิษโดยการกินถึงตายมากที่สุด ทันทีที่พบนอกจากให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมาโดยเร็วที่สุดแล้ว ก็ให้เขาดื่มน้ำโคลนเข้าไปจนเต็มที่ น้ำโคลนนี้เอามาจากท้องร่องในสวนหรือเอาดินเหนียวละลายน้ำให้กินทันที น้ำโคลนจะทำปฏิกิริยากับพาราควอต ทำให้พิษหมดไปในเวลาอันรวดเร็ว วิธีนี้ช่วยผู้ที่ถูกพิษปลอดภัยดีกว่าส่งมาโรงพยาบาลโดยไม่ทำอะไร
การป้องกันพิษจากยาฆ่าแมลงสำหรับเกษตรกรเองจะทำได้อย่างไร
เวลา ฉีดควรมีผ้าปิดปาก จมูก ใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด และใช้ภาชนะในการผสมยาเพื่อฉีดพ่นที่ไม่รั่ว ไม่ควรใช้มือเปล่าๆ สัมผัสกับสารพิษ เพราะอาจจะซึมเข้าผิวหนังได้และเมื่อมีอาการผิดปกติให้รีบไปโรงพยาบาล
ประเทศ ที่เจริญแล้วเขามีมาตรการกำหนดให้ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับยาฆ่าแมลง มารับการตรวจร่างกายและตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเป็นระยะๆ เช่น เจาะเลือดหาระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอรอล (cholinesterase) เป็นต้น
Incoming search terms:
- การป้องกันภัยจากสารเคมีปราบศัตรูพืช (3)
- ไพรีทรัม (2)
- โคลีนเอสเตอเรส คือ (2)
- หน้าที่ของ เอนไซม์ คลอรีนเอสเตอเรส (2)
- ยาปราบศัตรูพืช คือ (2)
- ต้นไพรีทรัม (2)
- ปลูก ดอกไพรีทรัม กำจัดแมลง ด้วยวิถีธรรมชาติกันดีกว่า (1)
- การพยาบาลกินกัมม๊อคโซน (1)
- ความรู้เรื่องโคลีนเอสเตอร์เรส (1)
- แมลงศัตรูพืชหูกระจง (1)
- อันตรายยาปราบศตรูพืช (1)
- หัวกะโหลกไขว้ ยา (1)
- ความรู้เรื่องโคลีนเอสเตอเรส (1)
- ตน้กำทรัม (1)
- พิษจากยาปราบวัชพืช (1)
- ไพรีทรัม คือ (1)

![[feed link]](/wp-content/plugins/google-news-widget/rss-cube.gif)
Leave a Reply