แมลงทับบ้าน ‘ขาแดง’ ขี้ตกใจ อาศัยแสงกางปีกเหินฟ้า
แมลงทับบ้าน ‘ขาแดง’ ขี้ตกใจ อาศัยแสงกางปีกเหินฟ้า
ตัวเต็มวัยที่แม้จะใช้ชีวิตได้อย่างอิสระจากปีกคู่สวย แต่มีอายุเพียง 3 สัปดาห์.
ควัน หลงจากวันวานในงานเกษตรแฟร์ 2554 แห่งทุ่งบางเขน ที่มีการรวมเอาความสุดยอดชั้นเลิศที่มีอยู่ในเมืองไทยทั้งพืชผัก ต้นไม้ ผลงานคิดค้นจากบรรดานักศึกษาจากรั้ว KU และที่ขาดไม่ได้ก็คือการแสดงและประกวดสัตว์เลี้ยงนำความน่ารักของบรรดา สารพัดสัตว์มาโชว์ งานนี้เล่นเอาหลายคนพึงประสงค์อยากมีไว้อยู่ในความครอบครอง ส่งผลให้บางชนิดอย่าง “แมลงทับ” ซึ่งในอดีตชาวบ้านบางแห่งนิยมนำเอาปีกที่มีสีสันสวยงามไปทำเครื่องประดับ กระติ๊บข้าว เข็มกลัด และอีกมากมาย…
รศ.ดร.เดชา วิวัฒน์วิทยา ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกกับ “หลายชีวิต” ว่า…สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริให้นำปีกและส่วนต่างๆของแมลงทับบ้านมาตกแต่งเป็นเครื่อง ประดับมากมายหลายชนิด แต่ขณะเดียวกัน พระองค์ท่าน ก็ทรงเกรงว่าแมลงทับบ้านอาจสูญพันธุ์ จึงให้ทำการศึกษาเพื่อหาแนวทางการอนุรักษ์ด้วย
ฉะนี้…ทางคณะ วนศาสตร์จึงได้ทำการศึกษาความหนาแน่นของตัวหนอนและตัวเต็มวัย รวมถึงปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อการดำรงชีวิตของแมลงทับ เพื่อนำไปสู่การหาแนวทางเพิ่มประชากร ซึ่งจากการสำรวจโดยการขุดดินบนพื้นที่ 100 ตารางเมตร สุ่มขุดรอบๆพืชอาหารจำนวน 100 แปลง ไม่พบตัวหนอนที่เกิดจากการวางไข่ของปีก่อนหน้านี้ พบเพียงปลอกดินเก่าที่ตัวหนอนแมลงทับออกไปแล้ว 3-5 ปี
แมลงทับ จัดเป็นแมลงสวยงามกลุ่มหนึ่ง มีลำตัวสีเขียวมรกตมันวาว ในประเทศไทยพบ 2 ชนิด คือ แมลงทับบ้านขาแดง (Sternocera ruficornis) ซึ่งมีถิ่นอาศัยในป่าเต็งรัง และ แมลงทับบ้านขาเขียว (Sternocera aequisignata) มีถิ่นอาศัยในเขตเมืองหรือในป่าละเมาะที่มีพืชอาหาร แพร่กระจายแคบๆ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา พม่า
สำหรับ “แมลงทับบ้านขาแดง” ตัวเต็มวัยลักษณะลำตัวเหลือบเป็นมัน หนวดสั้นรูปร่างหยักคล้ายฟันเลื่อย 1 คู่ มีปีกสีเขียวน้ำเงินสวยเป็นเงางาม โดยเฉพาะที่ด้านล่างของลำตัวปล้องที่ 2 และปล้องแรกไม่แยกจากกันเด่นชัดนัก ขา 3 คู่ เรียงซ้ายขวา ลำตัวแข็งเสมือนเกราะป้องกันอันตราย
…ออก หากินอาหาร อาทิ มะค่าแต้ พันซาด กาง-ขี้มอด แดง พะยอม เต็ง รัง พร้อมกับการเลือกคู่ผสมพันธุ์ตามเรือนยอดไม้เดือนสิงหาคม-ตุลาคม ช่วงที่มีแสงแดด พวกมันขี้ตกใจ มีความว่องไว ชอบหลบซ่อนตัวตามกิ่งไม้หากไม่มีแสงสว่าง
และหากมีการสั่นสะเทือนจะ ทิ้งตัวลงพื้น รอกระทั่งลำแสงของตะวันส่อง (คล้ายกับเติมพลังงานโซลาเซลล์ แต่บางคนบอกว่ามันเคลื่อนไหวโดยอาศัยแสงสว่าง) จึงกางปีกบินเหินขึ้นสู่เบื้องบนอีกครั้ง กระทั่งช่วงบ่าย ตัวเมียที่มีขนาดเล็กกว่าจะเริ่มวางไข่ตามพื้นใกล้พืชอาหาร
ในชีวิต จะออกเพียงครั้งเดียวประมาณ 12 ฟอง ลักษณะกลมรี สีเหลือง ฝังในดินลึก 1-2 ซม.ใช้เวลา 2-3 เดือน จะเริ่มดันตัวกลายเป็นหนอนสีเหลือง มีขนอ่อนยาวปกคลุม ไม่มีทั้งขาจริงและขาเทียม อาศัยใต้ดิน กัดกินรากพืชเป็นอาหารประมาณ 5 เดือน
หลังจากนั้นจะหยุดกินแล้วสร้างปลอกดินหุ้มอยู่ลึกลงดิน 10-15 ซม. เพื่อสร้างร่างกายทั้งหนวด ขา ปีก รอช่วงปลอกดินมีความสูงง่ายแก่การขุดขึ้นมาเพื่อออกสู่โลกภายนอก เพื่อหากินและจับคู่ในช่วงนี้ พวกมันมีอายุเพียงแค่ 2-3 สัปดาห์ ก็จะลาจากโลกกลมๆใบนี้ โดยทิ้งปีกที่หลายคนบอกว่าสวยงามยิ่งนักไว้เป็น “ที่ระลึก”
จากการสำรวจพบว่า การลดลงของแมลงทับชนิดนี้ไม่ได้เกิดจากอาหารไม่เพียงพอ ทว่ามาจากปริมาณซากพืชที่สะสมตามพื้นป่ามีจำนวนมาก และหากเด็กๆบางคนยังนิยมจับพวกมันมารีดไข่ ก็เท่ากับว่าอนาคต เด็กรุ่นต่อไปจะพบเห็นได้ก็เพียงแค่โปสเตอร์ตามฝาผนังเท่านั้น!!
“เพ็ญพิชญา เตียว”
![]()
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย เพ็ญพิชญา เตียว
- 8 กุมภาพันธ์ 2554, 05:00 น.
![[feed link]](/wp-content/plugins/google-news-widget/rss-cube.gif)
Leave a Reply